
เปิดวิสัยทัศน์ 10 ปี ไซโก้ เอปสัน คอร์ปฯ
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
บริษัท ไซโก้ เอปสัน คอร์ ปอเรชั่น ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยการพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีระยะยาว 10 ปี (2559-2568) โดยจะมุ่งพัฒนาเพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่าง 2 โลก ได้แก่ “ไซเบอร์ เวิลด์” กับ “เรียล เวิลด์” ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ของบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคและการเจริญเติบโตของบริษัท
แผนธุรกิจในภาพใหญ่ระดับโลกดังกล่าวเป็นทิศทางที่นำมาเป็นโรดแมปในประเทศไทย โดย ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) ในฐานะผู้รับมอบนโยบายได้กล่าวถึงแผนดังกล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีต่อจากนี้ทั้งในระดับโลกและประเทศไทยจะประกอบไปด้วย 4 เสาหลักดังนี้
1.อิงก์เจ็ต (Inkjet) ต่อจากนี้เทคโนโลยีการพิมพ์ของเอปสันจะสามารถตอบโจทย์ได้ทุกรูปแบบการพิมพ์บนสื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่กระดาษ อาทิ เท็กซ์ไทล์ หรือผ้า เป็นต้น พร้อมทั้งยังได้คิดค้นการทำเปเปอร์แล็บ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรีไซเคิลกระดาษที่จะช่วยให้ครบวงจรการพิมพ์ที่จะเริ่มวางตลาดในเร็ววันนี้
2.วิชวล (Visual) การพัฒนาเทคโนโลยีการแสดงภาพของเอปสัน อาทิ เทคโนโลยี 3 แอลซีดี พาแนล ในโปรเจกเตอร์ที่มั่นใจว่าในอนาคตจะพัฒนาความสว่างสูงเพื่อให้โปรเจกเตอร์เข้าไปมีบทบาทบนดิจิทัล ไซเนจ หรือในออฟฟิศต่างๆ และการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะ (สมาร์ท อายแวร์)
3.แวร์เอเบิล (Wearables) บริษัทมีเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงและเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการวัดค่าค่างๆ ที่จากนี้จะเข้ามาพัฒนาต่อยอดในนาฬิการูปแบบต่างๆ อาทิ กลุ่มสปอร์ตและเฮลท์แคร์, กลุ่มแฟชั่น และกลุ่มพรีเมียม โดยมองว่าในอนาคตธุรกิจเฮลท์แคร์จะเติบโตดีจึงมองโอกาสในเทคโนโลยีดังกล่าว
4.โรโบติกส์ (Robotics) ในอนาคตบริษัทมองเห็นทิศทางการอยู่ร่วมกันระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ ซึ่งหุ่นยนต์จะพัฒนาให้มีการคิดวิเคราะห์ และเข้ามามีบทบาทการดูแลมนุษย์ได้ ต่างจากปัจจุบันที่อยู่เฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น
ดังนั้นพื้นฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทจะอยู่บน 4 ทิศทางนี้ ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย
“เอปสัน คอร์ปฯ ยังคงมองกลุ่มธุรกิจหลักอยู่ที่ธุรกิจการพิมพ์ ที่มีสัดส่วนรายได้สูงสุด และการพัฒนาสินค้าหลังจากนี้จะเน้นกลุ่มสินค้าที่ตอบสนองภาคธุรกิจและเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น”
หากย้อนหลังไปในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มสินค้ารายย่อย (คอนซูเมอร์) ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับกลุ่มภาคธุรกิจและเชิงพาณิชย์ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการปรับตัวอย่างจริงจังไปสู่การตอบสนองในกลุ่มภาคธุรกิจ (บีทูบี)
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้มองเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาดไทย และได้ปรับโครงสร้างองค์กรในประเทศไทยเพื่อให้รับกับแนวโน้มดังกล่าว เช่น การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่อง
พิมพ์ดิจิทัลเพรส ดิจิทัลเท็กซ์ไทล์ และเครื่องพิมพ์หน้ากว้าง ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม การเพิ่มบุคลากรและแตกหน่วยธุรกิจกลุ่มใหม่ รวมถึงการหาพันธมิตรธุรกิจ (พาร์ตเนอร์) และปรับวิธีการทำตลาดให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลง
“ตลาดคอนซูเมอร์อาจจะไม่ได้โตมากนัก แต่กลุ่มที่จะสร้างการเติบโตได้คือ กลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามา เรามั่นใจว่าเทคโนโลยีของเราจะต่อยอดการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้”
นอกจากนั้น ลักษณะการทำธุรกิจของเครื่องพิมพ์กลุ่มคอนซูเมอร์ยังมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับเครื่องพิมพ์กลุ่มเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ที่จะต้องสร้างความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และการให้บริการหลังการขาย
ด้านแผน 5 ปี (2560-2565) ของประเทศไทย ที่มองสอดคล้องไปกับสำนักงานใหญ่นั้น จะมีการลงทุนบุคลากรในหน่วยธุรกิจที่ดูแลหน่วยงานขนาดใหญ่รวมถึงการขยายหน่วยขายเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม อีกทั้งการลงทุนด้านการสื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่ในปี 2560 ที่จะมีความชัดเจนและสร้างแบรนด์ดิ้งในการเป็นผู้นำด้านเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น
สำหรับการทำธุรกิจในประเทศไทยหลังจากนี้ ในสภาวะธุรกิจสิ่งพิมพ์ชะลอตัว บริษัทกลับมองว่ากลุ่มที่ชะลอตัวคือกลุ่มคอนซูเมอร์ โดยเฉพาะการพิมพ์ภาพที่ปัจจุบันกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีออนไลน์เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันไปใช้โซเชียลมีเดียแทนการพิมพ์ภาพจึงทำให้การพิมพ์ภาพลดลง
ขณะที่หากเป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์ในเชิงพาณิชย์หรือลูกค้าองค์กรต่างๆ นั้นไม่ลดลงและยังมีอัตราการเติบโต ซึ่งบริษัทผู้ผลิตกระดาษยังมองไปในทิศทางเดียวกันนั่นหมายความว่ากลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่ ที่ใช้การพิมพ์นั้นยังเติบโตดี ดังนั้นหากจำนวนปริมาณเครื่องพิมพ์ของตลาดจะลดลง แต่มูลค่ากลับสูงขึ้นจากกลุ่มเครื่องพิมพ์ประสิทธิภาพสูงและเครื่องพิมพ์ธุรกิจและเชิงพาณิชย์
“ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ประกอบการการพิมพ์จะต้องปรับตัวและมองหาเครื่องพิมพ์ประสิทธิภาพสูงที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งด้านปริมาณการพิมพ์ที่ลดลงและต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งบริษัทแม่ได้ทุ่มสรรพกำลังพัฒนาสินค้าประสิทธิภาพสูงเพื่อตอบสนองการใช้งาน”
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้เครื่องพิมพ์เชิงอุตสาหกรรมในประเทศไทยอยู่ที่ 10% ของรายได้รวม คาดว่าภายใน 5 ปีจะเพิ่มเป็น 20% และเอปสันประเทศไทยถือเป็นอันดับ 1 ด้านรายได้เครื่องพิมพ์เชิงอุตสาหกรรมในภูมิภาค ซึ่งบริษัทแม่มองว่า ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งของแบรนด์และมีอัตราการเติบโตที่ดีอีกทั้งบริษัทแม่คาดหวังกับกลุ่มประเทศอินโดจีนที่จะเติบโต โดยแต่งตั้งให้ประเทศไทยเป็นสำนักงานประจำภูมิภาคดังกล่าว
อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยของเอปสัน คือกลุ่มหุ่นยนต์ (โรโบติกส์) ซึ่งได้มีการทดลองทำตลาดมาแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโดยมีเอปสัน ประเทศสิงคโปร์ เป็น ผู้สนับสนุนด้านการขาย และหลังจากนี้ประเทศไทยจะเป็นผู้ทำตลาดอย่างเต็มตัวด้วยการตั้งหน่วยงานด้านการขายและการบริการขึ้นในประเทศไทย
จุดเด่นของหุ่นยนต์เอปสัน คือความเที่ยงตรงแม่นยำ จึงมุ่งโฟกัสกลุ่มเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จึงเชื่อว่าจะเริ่มเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากยิ่งขึ้น รวมถึงระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้เห็นแนวโน้มการเติบโตสูง
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาตลาดกลุ่มแวร์เอเบิลในประเทศไทย ที่ปัจจุบันทำตลาดแล้วในญี่ปุ่น ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา
ทิศทางหลังจากนี้ของเอปสัน ประเทศไทย ที่จะมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนตลาดคอนซูเมอร์ที่ชะลอตัวลง จะเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่พลิกธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี







