
A-Academy ส่งต่อความรู้การเงิน ฟรี!
หลังจากให้ความรู้ทางการเงินใน www.a-academy.net ตั้งแต่ปี 2553 ก่อนจะขยายช่องทางไปที่เฟซบุ๊กและคอร์สสอนแบบออนไลน์บน YouTube Channel ที่มียอดวิวเดือนละ 1.5 แสนครั้ง สิ่งที่ ศักดาสรรพปัญญาวงศ์ หรือ A-Academy สังเกตเห็น คือ ความรู้เหล่านี้ยังเข้าไม่ถึงคนบางกลุ่ม
หลังจากให้ความรู้ทางการเงินใน www.a-academy.net ตั้งแต่ปี 2553 ก่อนจะขยายช่องทางไปที่เฟซบุ๊กและคอร์สสอนแบบออนไลน์บน YouTube Channel ที่มียอดวิวเดือนละ 1.5 แสนครั้ง สิ่งที่ ศักดาสรรพปัญญาวงศ์ หรือ A-Academy สังเกตเห็น คือ ความรู้เหล่านี้ยังเข้าไม่ถึงคนบางกลุ่ม
“จะเข้าถึงเฉพาะคนที่ใฝ่หาความรู้ด้วยตัวเอง และน้อยคนที่จะดูจนจบ เพราะความรู้เรื่องหนึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมง เช่น คลิปเรื่องกองทุนรวม มีทั้งหมด 13 ชั่วโมง เลยเริ่มคิดว่า จะทำอย่างไรถึงจะทำให้คนเข้าถึงความรู้ทางการเงินได้มากขึ้น”
จนเป็นที่มาของงานสัมมนา Financial Foundation วางรากฐานชีวิตด้วยความรู้ทางการเงิน ที่มีจุดเริ่มต้นจากงานแต่งงานของเขาที่เชิญ “อาจารย์ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา” ผู้ดำเนินรายการ Money Talk มาเป็นประธานในงานแต่งงาน
“วันนั้นอาจารย์ใส่ซองช่วยงานซองหนึ่ง และให้อีกซองหนึ่ง 1 แสนบาท บอกว่า อยากให้เป็นทุนในการส่งต่อความรู้ เลยคิดว่าต้องเริ่มแล้ว แต่มีคำหนึ่งที่อาจารย์บอก คือ ส่งต่อความรู้ เลยคิดว่า จะทำอย่างไร เพราะถ้าจัดเป็นงานสัมมนาฟรีคงจัดได้ไม่กี่ครั้ง”
จนไปเจอแนวคิด “ส่งต่อความดี” จากภาพยนตร์เรื่อง Pay It Forward ก็เลยลองจัดสัมมนาให้เข้าฟรีเหมือนการกุศล แต่เปิดโอกาสให้คนที่เข้าร่วมสัมมนาได้สมทบทุนเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่ก็ได้
หลังจากได้ทุนประเดิมก้อนแรกจาก “อาจารย์ไพบูลย์” ศักดา บอกว่า เขาเติมเงินส่วนตัวไปอีกส่วนหนึ่ง และมีผู้ใหญ่ใจดีสมทบมาให้อีก 99,999 บาท
“ตอนนี้จัดมาแล้ว 7 รุ่น และทุกรุ่นขาดทุนหมด รุ่นละประมาณ 3-4 หมื่นบาท ยกเว้นรุ่นแรกที่ได้เงินสมทบมากกว่าค่าใช้จ่าย เพราะคนที่เข้ามาเรียนต้องการให้กำลังใจ” ศักดา กล่าว
ศักดา เล่าว่า ในแต่ละรุ่นจะมีค่าใช้จ่ายรุ่นละประมาณ 1 แสนบาท ทั้งหมดเป็นค่าอาหารและสถานที่ ไม่ได้คิดค่าวิทยากร และเอกสารประกอบ เพราะ “จัดกันแบบประหยัดมาก เลือกโรงแรมที่ประหยัดสุดๆ อาหารบุฟเฟ่ต์แบบบ้านๆ หัวละ 500 บาท ซึ่งทุกคนก็เข้าใจ”
จากเงินทุนที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ศักดา บอกว่า ถ้าสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับนี้ต่อไปได้ จะสามารถจัดต่อเนื่องไปได้อีกเกือบ 10 ครั้ง และตั้งใจจะจัดให้ได้ปีละ 4 ครั้ง ไตรมาสละ 1 ครั้ง
“ตั้งใจไว้ว่าจะทำไปจนกว่าเงินจะหมด แต่ถ้าตัวคอร์สยังสามารถเลี้ยงตัวเองต่อไปได้ก็จะทำไปเรื่อยๆ เพราะเข้าใจว่า คนจำนวนหนึ่งยังไม่พร้อมจะจ่ายเงินเข้าฟังสัมมนา แม้ว่า บางสัมมนาจะเป็นเงินไม่กี่พันบาท แต่เขาไม่มีจริงๆ บางคนสมทบ 20 บาท ก็มี”
ศักดา บอกว่า การจัดสัมมนาฟรียังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ “คนลงทะเบียนเป็นร้อยคน แต่ถึงเวลามาแค่สิบ” เขาจึงคิดกลไกในการคัดกรองคนที่จะเข้ามาฟังสัมมนา เพื่อให้ได้ “คนที่ตั้งใจจริง” โดยในสัมมนาแต่ละรุ่นจะรับได้ 200 คน แต่จะประกาศรับสมัคร 250 คน และเมื่อสมัครแล้วจะต้องส่ง “การบ้านก่อนเรียน” หรือ Pre-Assignment 2 ชิ้น (ภายในเวลาที่กำหนด) คือ
1.เขียนเรียงความ โดยให้เลือกว่าจะเขียนถึงปัญหาที่มีในปัจุบัน หรือจะเขียนว่า ถ้ามีอิสรภาพทางการเงินแล้วอยากใช้ชีวิตแบบไหน
2.ทำงบประมาณในปีหน้า ซึ่ง ศักดา บอกว่า “จะทำมามั่วๆ ก็ได้”
เพราะเพียงแค่การบ้าน 2 อย่างนี้ ก็เป็นอุปสรรคให้คนที่ไม่สนใจที่จะเข้าสัมมนาจริงๆ ได้แล้ว และวิธีการนี้ทำให้ 7 รุ่นที่ผ่านมา มีคนที่สมัครแล้วไม่มาน้อยกว่า 5%
เมื่อเรียนจบแล้วก็ยังไม่ทิ้งกัน เพราะคนที่เรียนจบแล้ว นอกจากจะมี “การบ้าน” อีกรอบหนึ่ง เป็น Post-Assignment ซึ่งจะยากกว่า Pre-Assignment และใช้เวลาทำจริงๆ ประมาณครึ่งวันแล้ว ยังมีการรวมกลุ่มกัน มีกิจกรรมร่วมกัน มีการเรียนต่อเนื่อง มีให้คำปรึกษาและวางแผนการเงินเฉพาะบุคคล และการแชร์ประสบการณ์กันในกลุ่ม เพื่อเป็นการฝึกฝนเรื่องการแชร์ความรู้
“คนที่มาเรียนแล้วจะชวนคนอื่นมาเรียนต่อ พี่มาเรียนแล้วก็จะชวนน้องมาเรียน บางทีก็มาเรียนกันทั้งครอบครัว บินมาจากภูเก็ตก็มี มันกลายเป็นว่า ได้ความผูกพัน ต่างจากสัมมนาที่ต้องจ่ายเงิน” ศักดา กล่าว
นอกจากสัมมนาสำหรับคนทั่วไปแล้ว ศักดา รับจัดสัมมนาให้ความรู้ทางการเงินกับองค์กร หรือบริษัทที่สนใจ โดยไม่กำหนดราคาค่าจ้าง
“จะให้เท่าไหร่ ก็ได้ ซึ่งบางทีไม่ให้เลยก็มี เราจัดให้องค์กรในต่างจังหวัด ซึ่งเขาไม่มีโอกาสเรียนเรื่องการเงิน เพราะหน่วยงานไม่มีงบประมาณที่จะจ้างวิทยากร”
นับจากครั้งแรกจนถึงสิ้นปี 2559 ศักดา บอกว่า เขาจัดสัมมนาไปแล้ว 50 ครั้ง (จัดให้องค์กรต่างๆ 43 ครั้ง และสัมมนาสำหรับคนทั่วไป 7 รุ่น) มีคนเข้าร่วมสัมมนาประมาณ 4,000 คน โดยทุกคนจะได้ความรู้พื้นฐานในการวางแผนการเงิน เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้ เพื่อ “ความร่ำรวยแบบไทยๆ” ไม่ใช่แนวคิดแบบทุนนิยมที่ยิ่งมีมากยิ่งดี
“ฝรั่งบอกให้ตั้งเป้าหมายสูงๆ เข้าไว้ ซึ่งก็ถูกของเขา แต่พอเป็นเรื่องเงิน ถ้าตั้งเป้าหมายสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่า เมื่อไรจะพอ ผมจึงน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาไว้ในบทเรียนด้วย ต้องหาให้ได้ว่า มีเท่าไหร่ถึงจะเหมาะ เพราะไม่ใช่แค่รวยเงิน แต่ต้องใช้ชีวิตแล้วรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า และเมื่อพอแล้วก็ต้องไปทำอะไรที่มีประโยชน์ ซึ่งจากเรียงความที่เป็นการบ้านก่อนเรียนทำให้เห็นว่า ทุกคนมีความฝันที่จะสร้างคุณค่าให้สังคม







