
รักษาความมั่งคั่งให้ยั่งยืน ความท้าทายของทายาทธุรกิจ
ทุกๆ 3 วัน จะมีเศรษฐีใหม่ชาวเอเชียเกิดขึ้น 1 คน โดยในรายงาน UBS/PwC Billionaires Report 2016 ระบุว่า ในปี 2558 มีชาวเอเชียที่ขึ้นแท่น “เศรษฐีพันล้าน” ทั้งหมด 113 คน มากกว่าจำนวนเศรษฐีใหม่ในสหรัฐและยุโรปรวมกัน
ทุกๆ 3 วัน จะมีเศรษฐีใหม่ชาวเอเชียเกิดขึ้น 1 คน โดยในรายงาน UBS/PwC Billionaires Report 2016 ระบุว่า ในปี 2558 มีชาวเอเชียที่ขึ้นแท่น “เศรษฐีพันล้าน” ทั้งหมด 113 คน มากกว่าจำนวนเศรษฐีใหม่ในสหรัฐและยุโรปรวมกัน เสียอีก
แต่ในรายงานฉบับเดียวกันนี้ก็บอกด้วยว่า ถ้าเทียบกับสหรัฐและยุโรปแล้ว ครอบครัวมหาเศรษฐีในเอเชียสามารถส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นได้น้อยที่สุด โดยจะเห็นว่าเมื่อถึงคนในรุ่นที่ 4 ขึ้นไปจำนวนครอบครัวมหาเศรษฐีเอเชียลดลงจาก 444 ครอบครัว เหลือเพียง 3 ครอบครัวเท่านั้น
สอดคล้องกับความเชื่อ (ในทฤษฎี Buddenbrook Syndrome) ที่บอกว่าธุรกิจครอบครัวจะอยู่รอดได้ไม่เกินรุ่นที่ 3 และจะล่มสลายเมื่อไปถึงมือคนในรุ่นที่ 4
เพราะฉะนั้นการสืบทอดกิจการ เพื่อสานต่อความมั่งคั่งของครอบครัว แม้จะดูเหมือนง่ายแต่ก็ท้าทายความสามารถของทายาทมหาเศรษฐีอยู่ไม่น้อย
พัฒนา...มากกว่าสานต่อ
“ถ้าทำธุรกิจอย่างเดียวมาถึง 3 รุ่น ก็ใช้เวลาอย่างน้อย 60-70 ปี โดยไม่เปลี่ยนอะไรเลย ไม่มีการพัฒนา คิดค้นอะไรใหม่ๆ ยังไงก็เจ๊ง เพราะฉะนั้นคนในรุ่นที่ 3 ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป เราหยุดพัฒนาไม่ได้ ถ้าบริษัทไหนหยุดอยู่กับที่มันก็มีแต่จะลงกับลง” ประธานวงศ์ พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามกลการอุตสาหกรรม กล่าว
ประธานวงศ์ กล่าวอีกว่า “คำว่าสานต่อ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องปรับให้เป็นรูปแบบของเราเอง อาจไม่เหมือนสมัยที่คุณพ่อทำ เพราะการบริหารงานและรูปแบบที่บริษัทออกมาบางทีก็มีคาแรกเตอร์ของแต่ละคนออกมาด้วย”
เช่นเดียวกับ ปเนต จงวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารทั่วไป บริษัท พัฒน์กล ที่บอกว่า “คนรุ่นใหม่ต้องนำสิ่งใหม่เข้ามาบริหารธุรกิจ ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และหลักการบริหารใหม่ๆ เข้าไปเสริมในธุรกิจ รวมทั้งมองภาพอนาคต”
นอกจากนี้ ปเนต ยังเชื่อว่า ถ้าจะทำให้ธุรกิจครอบครัวยั่งยืนต่อไปได้ต้องให้โอกาสมืออาชีพเข้ามาร่วมงาน สนับสนุนคนดีมีฝีมือขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัท พัฒน์กล ทำอยู่
ประธานวงศ์ บอกเช่นกันว่า “สำหรับผม ถ้าเห็นว่าลูกเราไม่เอาไหนก็หาคนเก่งๆ มาบริหารงาน เพราะยังไงลูกเราก็เป็นผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลอยู่แล้ว ขณะที่บางคนบอกว่าต้องให้ลูกบริหาร เพราะรักลูก แต่ผมว่าเพราะรักลูกนี่แหละถึงไม่ให้แตะ”
แต่ถ้ารู้ว่าธุรกิจครอบครัวที่จะเข้าไปรับช่วงต่อเป็นธุรกิจที่อาจจะเติบโตได้ยากก็อาจจะเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ และเปลี่ยนไปสร้างธุรกิจใหม่แทนที่จะสานต่อธุรกิจครอบครัวเหมือนกับที่ กระทรวง จารุศิระ ประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ กรุ๊ป ถอยออกมาจากธุรกิจร้านทองของครอบครัว
“อย่าไปต่อสู้ในสนามทั้งที่รู้ว่าตัวเราจะพ่ายแพ้ เพราะทุกวันนี้ธุรกิจเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าธุรกิจมันขยายไม่ได้ เติบโตไม่ได้ อยู่เฉยๆ จะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าคิดจะสู้ต้องมั่นใจว่าจะชนะ” กระทรวง กล่าว
ถ้าไม่ชอบไม่ใช่ อย่าไปบังคับ
“บ้านผมไม่เคยบังคับเลย สมมติว่าผมไม่ชอบงานตรงนี้ แล้วก็อยากจะไปเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่บ้านก็ไม่ว่าอะไร ซึ่งผมว่าเป็นอิสระที่ดีและพอได้มาทำงานนี้ก็สนุกกับมัน” ประธานวงศ์ กล่าวพร้อมกับแนะนำ “ทายาทธุรกิจ” ที่ยังเลือกไม่ถูกว่าควรจะเข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวหรือไม่
“สิ่งแรกที่อยากให้ดูคือ เป็นสิ่งที่ตัวเองชอบไหม เพราะถ้าเราไม่สนุกกับมันก็ไม่มีทางทำได้ดี ก็ต้องไปหาคนเก่งๆ มาบริหารแทน เราก็เป็นผู้ถือหุ้นรับเงินปันผล และไปทำอะไรกับที่เราชอบ เราจะทำได้ดี ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าด้วยซ้ำ”
เช่นเดียวกับ วริศรา อัสสกุล ผู้ประสานงานโครงการโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ที่บอกว่า “ในครอบครัวจะบอกตลอดว่า ถ้าไม่รักงานนี้จริงๆ อย่ามาทำ ซึ่งโชคดีที่ริซ่าชอบทางด้านนี้ แต่ก็มีเพื่อนหลายคนที่ต้องช่วยธุรกิจครอบครัว ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากทำ”
“ริซ่าเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่รัก การทำตามความฝัน แต่ถ้าครอบครัวให้ไปทำงานอะไรที่ไม่ชอบก็คงต้องลองทำดูก่อน แล้วถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องคุยว่าไม่ไหวจริงๆ เพราะการทำธุรกิจสมัยนี้ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน”
ด้าน ปเนต กล่าวว่า “ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งพยายามให้ลูกหลานเข้ามาสานต่อกิจการทั้งๆ ที่เขาไม่ชอบ ซึ่งอาจจะทำให้ธุรกิจแย่ลงก็ได้ เพราะคนที่เป็นผู้นำองค์กรไม่ได้มีความต้องการที่จะทำธุรกิจแล้วจะไปหวังให้คนในบริษัทมาผลักดันองค์กรก็คงเป็นไปไม่ได้”
รากฐานดี ชีวิตมีแต้มต่อ?
สำหรับคนที่เกิดมาพร้อมกับคำว่า “ทายาทธุรกิจ” น่าจะมี “ต้นทุน” และมีโอกาสที่ดีกว่าคนที่ต้องสร้างตัวเองจากศูนย์ แต่ประธานวงศ์บอกว่าไม่จริงเสมอไป
“เพราะอย่าลืมว่าคนที่มีเยอะยิ่งใช้เงินเก่ง และสุดท้ายแล้ว ถ้าหาเงินไม่เป็นมีเท่าไรก็หมด ขณะที่คนที่หาเงินมายากๆ เวลาจะใช้หรือลงทุนอะไร เขาจะคิดและไม่ทิ้งไม่ขว้าง”
“ได้เปรียบกันคนละแบบคือ บางคนที่เกิดมาสบาย มีเงิน อยู่กับความสบายแต่เด็ก อยู่เฉยๆ ก็สบาย ทำให้ไม่มีความทะเยอทะยาน ขาดความหิวโหยที่จะประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคน เพราะบางคนเกิดมารวยแล้ว แต่มีมากเท่าไรก็ไม่พอ”
อย่างไรก็ตาม ประธานวงศ์ ยอมรับว่า การเกิดมาในครอบครัวนักธุรกิจที่มีความพร้อมด้านเงินทุนก็ช่วยให้ได้ทำธุรกิจได้อย่างที่คิด อย่างที่อยากทำได้สะดวกมากขึ้น
ขณะที่ ปเนต บอกว่า แม้จะมีต้นทุนไม่เท่ากัน แต่ก็มี “ความลำบากกันคนละรูปแบบ”
“คนที่เริ่มจากศูนย์อาจจะมีข้อจำกัดที่ไม่มีเงินทุน แต่มีอิสระในการเริ่มต้นธุรกิจมากกว่า อยากทำอะไรแบบไหนก็ได้ แต่สำหรับการสานต่อธุรกิจอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนทุกอย่างได้ตามที่คิด แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะมันเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ทำเท่าที่คิดว่าต้องทำ”
ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทูมอร์โรว์ กรุ๊ป และบริษัท สต็อคทูมอร์โรว์ บอกว่า ทายาทธุรกิจที่ต้องสืบทอดกิจการครอบครัวนั้น “โจทย์เหมือนง่ายกว่าคนที่เริ่มต้นธุรกิจด้วย
ตัวเอง แต่ก็ไม่ได้สบายกว่า หรือทำงานน้อยกว่า”
“คนในรุ่นที่ 2-3 จะได้เปรียบตรงที่มีหน้าตัก ทำให้เหนื่อยน้อยกว่าคนที่ไม่มีหน้าตักหน่อย แต่ที่น่ากังวลคือ ไม่เคยเจออุปสรรค ไม่มีประสบการณ์มาก่อน เพราะฉะนั้นต้องตั้งหลักให้ดี ทุ่มเทหาความรู้และประสบการณ์อาจจะแบ่งเงินมาส่วนหนึ่งมาใช้ลองผิดลองถูกยอมเหนื่อยสัก 2-3 ปี จะเกิดผลดีในระยะยาว” ปิยพันธ์ กล่าว
4 ขั้นตอนชวนลูกมาทำธุรกิจครอบครัว
1. บอกกับพวกเขาว่า ถ้าอยากจะมาทำงานที่บริษัทก็ยินดีต้อนรับโดย ไม่บังคับ หรือบอกว่ามันเป็นหน้าที่ที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ และไม่ว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร "พ่อกับแม่ก็พร้อมที่จะสนับสนุน"
2. หลังจากนั้นก็ปล่อยให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่กดดัน เพราะถ้า พวกเขามีอิสระในการตัดสินใจและตัดสินใจเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัว เขาจะทำงานอย่างกระตือรือร้นมากกว่าการถูกบังคับ
3. หากต้องการให้ลูกสนใจสานต่อธุรกิจครอบครัวก็ต้องค่อยๆ ปลูกฝังกันตั้งแต่วัยเด็ก โดยพูดถึงธุรกิจในมุมที่สนุกสนานและประสบความสำเร็จ
4. ต้องมีข้อตกลง หรือกติกา ในการเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัวให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มงาน







