
3บจ.ดันลูก
ปี 2560 จับตาการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มบริษัท ปตท. (PTT) และบางจากปิโตรเลียม (BCP) ที่จะแยกลูกค้าปลีกเข้าตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และการแยกบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) บริษัทลูกบริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) เข้าตลาดหุ้นปีนี้
ปี 2560 จับตาการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มบริษัท ปตท. (PTT) และบางจากปิโตรเลียม (BCP) ที่จะแยกลูกค้าปลีกเข้าตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และการแยกบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) บริษัทลูกบริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) เข้าตลาดหุ้นปีนี้
“เทวินทร์ วงศ์วานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ของบริษัทเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. โดยการโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่บริษัท ปตท. ธุรกิจค้าปลีก และการเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (PTTOR) และให้ PTTOR เป็นบริษัทเรือธงของกลุ่ม ปตท.ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก
นอกจากนี้ มีแผนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) และการนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนใน SET และเห็นชอบให้ ปตท.เสนอการปรับโครงสร้างธุรกิจต่อคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) คณะรัฐมนตรี และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท.เพื่อพิจารณาอนุมัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
การปรับโครงสร้างธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความชัดเจน โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยธุรกิจน้ำมันมีความคล่องตัวในการดำเนินงาน และสามารถปรับตัวกับสถานการณ์การแข่งขัน
นอกจากนั้น ผู้บริหาร BCP กล่าวว่า 3-4 ปีข้างหน้าได้เตรียมแผนแยกบริษัทลูกคือ บริษัท บางจาก รีเทล (BCR) ซึ่งดำเนินธุรกิจค้ากลุ่มปลีก รวมถึงร้านกาแฟอินทนิลคอฟฟี่ เข้าระดมทุนจดทะเบียนใน SET โดยจะขยายศูนย์การค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงร้านค้าสะดวกซื้อหรือในทุกรูปแบบตั้งแต่ร้านขนาดกลางและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ขึ้นกับศักยภาพของทำเล ทั้งในพื้นที่สถานีบริการน้ำมันและนอกพื้นที่ ด้วยแบรนด์ใหม่ “SPAR” ที่บางจากได้สิทธิเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์จากบริษัทแม่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ดำเนินธุรกิจนี้ในประมาณ 40 ประเทศทั่วโลกและดำเนินธุรกิจมานานถึงราว 80 ปี ทั้งนี้จะคล้ายกับกลุ่มซีพีทีได้สิทธิเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ของแบรนด์เซเว่นอีเลฟเว่น เข้าขยายสาขาในไทย
ปัจจุบันอยู่ในช่วงเริ่มการลงทุนขยายเครือข่ายสาขาเพื่อธุรกิจถึงจุดคุ้มทุนและมีกำไรในปี 2559 โดยตามแผนงานใน 4-5 ปี เบื้องต้นจะเปิดสาขา 60-80 แห่ง/ปี เป็นธุรกิจที่ต้องมีการขยายสาขาต่อเนื่องโดยใน 5 ปี จะมีสาขารวมทั้งสิ้นประมาณ 380-400 แห่ง ในปี 2559 ได้ทยอยลงทุนสาขาจำนวน 6 แห่งในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ยังไม่รวมแผนในการขยายร้านกาแฟอินทนิล คอฟฟี่ซึ่งมีจำนวน
400 แห่ง โดยมีแผนจะเพิ่มจำนวนอีก 100 แห่ง/ปี
อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจมาสู่ค้าปลีกหรือธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย กรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP ที่วางแผนในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า ต้องการจะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจค้าปลีกเป็น 30% จากปัจจุบันที่มี 10% เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบจากความผันผวน รวมถึงวงจรน้ำมัน
การแยกธุรกิจค้าปลีกเข้าตลาดหุ้นเป็นการปลดล็อกมูลค่าธุรกิจค้าปลีกในกลุ่ม เนื่องจากหุ้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกมีอัตรากำไรปิดต่อราคาหุ้น (พี/อี) ที่ดีอยู่ที่ระดับ 30 เท่า เทียบกับหุ้นกลุ่มน้ำมันที่มี พี/อี เพียง 10 เท่า ส่งผลให้นักลงทุนสามารถเห็น รวมถึงสะท้อนมูลค่าธุรกิจที่แท้จริงและในอนาคตหลังเข้าตลาดหุ้นแล้วจะมีช่องทางแหล่งเงินลงทุนของตัวเองเพิ่มจากที่พึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากบริษัทแม่
“ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP กล่าวว่า การแยกบริษัทลูก BCPG เข้าจดทะเบียนใน SET เป็นการสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจเพิ่มเติมจากการใช้แหล่งเงินระดมทุนในตลาดทุนเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของกลุ่ม อีกทั้งเป็นการรองรับแผนในปี 2563 จะเพิ่มขนาดพอร์ตของโรงไฟฟ้าเป็นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่โรงไฟฟ้าที่มีสัญญาขายไฟฟ้า (พีพีเอ) แล้วขนาด 200 เมกะวัตต์ จากเดิมที่ต้องพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากบริษัทแม่เป็นหลักอาจเป็นข้อจำกัดของการสร้างการเติบโต อีกทั้งธุรกิจให้บริการสถานีน้ำมันของบริษัทยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายกระจายสัดส่วนที่มาของแหล่งกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (อีบิตดา) จากธุรกิจอื่นที่ไม่ได้มาจากโรงกลั่นเพิ่มมากจากธุรกิจน้ำมัน
อีบิตดาโรงกลั่นมีสัดส่วน 40% ธุรกิจด้านการตลาดสถานีบริการน้ำมันมีสัดส่วน 25% และจากบริษัท บีซีพีจี (BCPG) อีก 30% และอื่นๆ อีกประมาณ 5% โดยในปี 2563 ต้องการลดสัดส่วนอีบิตดาจากธุรกิจโรงกลั่นให้เหลือ 25-30% ขณะที่สัดส่วนอีบิตดาจากธุรกิจอื่นโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อสร้างความสมดุลให้กับธุรกิจลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่น ทั้งนี้ธุรกิจโรงกลั่นยังมีโอกาสเติบโตได้ แต่จะเป็นอัตราที่ช้ากว่ากลุ่มธุรกิจอื่น
“BCP ในฐานะบริษัทแม่จะถือหุ้น BCPG ลดลงเหลือ 70% หลังไอพีโอ แต่มีเงินลงทุนขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าเป็น 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งดีกว่าถือหุ้น 100% แต่มีพอร์ตเพียงโรงไฟฟ้าที่ 200 เมกะวัตต์แน่นอน เพราะมีโอกาสที่จะสร้างอีบิตดามากขึ้นตามขนาดกำลังผลิตของพอร์ตโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น”
“ภัคพล เลี่ยวไพรัตน์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน TPIPP กล่าวว่า TPIPP จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนไอพีโอ และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายใน SET ได้ในปี 2560 เริ่มจากในปี 2552 TPIPL สามารถออกจากแผนฟื้นฟูโครงสร้างหนี้ TPIPL จึงขยายการลงทุนใหม่ โรงงานพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) พร้อมกับโรงไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนทิ้ง และโรงงานผลิตปุ๋ย
TPIPL ยังมีสัญญาเงินกู้จากสถาบันการเงินยุโรป เหลือหนี้ 60 ล้านยูโร กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ไม่เกิน 1.75 เท่า แต่นโยบายไม่ให้เกิน 1 เท่า ปัจจุบันเริ่มขยับขึ้นมา 0.9 เท่า จึงมีความเสี่ยงหากมีหนี้ขยับขึ้น และหากเกินเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาที่ทำไว้ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกขอคืน
ดังนั้น ในปี 2559 จึงเกิดแผนแยก TPIPP การเข้ามาระดมทุนเสนอขายไอพีโอ แผนการใช้เงินส่วนหนึ่งจะนำไปชำระคืนหนี้ของ TPIPP ส่งผลให้หนี้ของแม่ TPIPL ลดลงตามไปด้วย และยังได้เงินสดเพิ่มเข้ามาที่บริษัททำให้ส่วนทุนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
อีกทั้ง TPIPP มีแผนการลงทุนระหว่างปี 2560 จะใช้เงินลงทุน 5,000-6,000 ล้านบาท อีกทั้งปี 2561 จะใช้เงินลงทุนอีก 7,000-8,000 ล้านบาท เพื่อขยายโครงการใหม่







