posttoday
ถึงคิว 'นายจ้าง' ปรับตัว รับสังคมผู้สูงอายุ

ถึงคิว 'นายจ้าง' ปรับตัว รับสังคมผู้สูงอายุ

09 มกราคม 2560

ผลจากมาตรการที่รัฐบาลกำลังทยอยออกมาเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ที่จะส่งผลดีต่อแรงงานที่จะเกษียณอายุในอนาคต แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ และเอสเอ็มอี ที่ต้องเริ่มจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เกษียณ และเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ กบช.

ผลจากมาตรการที่รัฐบาลกำลังทยอยออกมาเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ที่จะส่งผลดีต่อแรงงานที่จะเกษียณอายุในอนาคต แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ และเอสเอ็มอี ที่ต้องเริ่มจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เกษียณ และเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ กบช.

ทั้งนี้ ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2560 มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ที่มีสาระสำคัญกำหนดให้อายุเกษียณ 60 ปี ถือเป็นการเลิกจ้าง และต้องจ่ายเงินชดเชยตามอายุงาน จากกฎหมายเดิมไม่มีการกำหนดให้ต้องจ่ายเงินชดเชย

โดยกฎหมายใหม่กำหนดอัตราชดเชยตามอายุงาน คือ ถ้าอายุงานมากกว่า 10 ปี ได้รับชดเชย 10 เดือน หากทำงาน 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี ได้รับชดเชย 8 เดือน อายุงาน 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี จะได้รับชดเชย 6 เดือน ทำงาน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จะได้รับชดเชย 3 เดือน และทำงาน 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี ได้รับการชดเชย 1 เดือน

หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา โดยคาดว่าจะช่วยครอบคลุมสถานประกอบการขนาดเล็กที่ไม่มีการกำหนดการเกษียณอายุไว้ในสัญญาจ้างงานกว่า 9.3 หมื่นแห่ง มีลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกว่า 6.5 แสนคน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องกันรายได้ส่วนหนึ่งไว้รองรับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้

นอกจากนี้ ครม.เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2559 เห็นชอบในหลักการของร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพื่อจัดตั้ง กบช. ที่เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ สำหรับแรงงานอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างและนายจ้างจะต้องร่วมกันใส่เงินสมทบในกองทุน โดยช่วง 1-4 ปีแรก นายจ้างที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป ต้องเข้าสู่ระบบ กบช. ปีที่ 4-6 เป็นคิวของนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จากนั้นปีที่ 7 เป็นต้นไป นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไปก็ต้องเข้าสู่ระบบ กบช.

สำหรับอัตราส่งเงินสมทบในช่วง 1-3 ปีแรก ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายสมทบฝ่ายละ 3% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 1,800 บาท/เดือน แต่หากค่าจ้างต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ให้นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว ปีที่ 4-6 สมทบฝ่ายละ 5% ปีที่ 7-9 สมทบฝ่ายละ 7% และปีที่ 10 ขึ้นไป สมทบฝ่ายละ 10% และให้ลูกจ้างรับเงินงวดหรือเงินก้อนจากกองทุนได้หลังมีอายุ 60 ปีเท่านั้น

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายนี้อยู่ระหว่างการเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และคาดว่าจะเปิดรับสมาชิกได้ตั้งแต่ปี 2561 มีลูกจ้างที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเข้าโครงการราว 6 ล้านคน คิดเป็นเงินสมทบส่งเข้ากองทุน 6 หมื่นล้านบาท

มาตรการนี้ถือเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ต่อลูกจ้าง เพราะบังคับให้ลูกจ้างต้องออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ แต่ขณะเดียวกันนายจ้าง ผู้ประกอบการ หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจที่มีลูกจ้างชั่วคราว ก็ต้องเตรียมเงินจ่ายสมทบ โดยหากคิดที่อัตรา 3% ในช่วง 3 ปีแรก เท่ากับนายจ้างที่ต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานทุก 1 แสนบาท จะมีภาระจ่ายเงินสมทบ 3,000 บาท หรือถ้าจ่ายเงินเดือน 1 ล้านบาท จะมีภาระจ่ายเงินสมทบ 3 หมื่นบาท เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ นายจ้างจะรับมือกับเรื่องนี้กันอย่างไร จะมีการปฏิเสธรับพนักที่มีอายุเกิน 50 ปีเข้าทำงานหรือไม่ เพื่อลดภาระจ่ายเงินชดเชยในอนาคต หรืออาจปรับลดสวัสดิการในส่วนอื่นเพื่อนำเงินมาจ่ายเข้า กบช. เป็นประเด็นที่น่าติดตามต่อไป

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล