
มาเลเซียไม่ง้อ ‘ทีพีพี’
ในปี 2560 นี้ กลุ่มประเทศที่ได้ร่วมทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)
ในปี 2560 นี้ กลุ่มประเทศที่ได้ร่วมทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ต่างเฝ้าจับตาดูนโยบายการค้าดังกล่าวอย่างใกล้ชิดว่าจะเดินหน้าต่อหรือล้มเลิก? ภายหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด ขึ้นรับตำแหน่งในเดือน ม.ค.นี้ว่าจะออกมาในทิศทางใด ซึ่งหนึ่งในกลุ่มประเทศดังกล่าว คือ มาเลเซีย
พัดชา วุฒิพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า มาเลเซียเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจแบบเปิดและการขยายตัวของการค้าจะช่วยให้มาเลเซียอยู่รอดได้ แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนเรื่องความตกลงทีพีพี ภายหลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
โดยมาเลเซียมองว่าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะเป็นช่องทางสำคัญของมาเลเซียในการขยายมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของมาเลเซียตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. 2559 มีมูลค่าทั้งสิ้น 1.77 ล้านริงกิต เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่มีมูลค่า 1,071,000 ล้านริงกิต
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการค้าของมาเลเซีย และหากการเจรจาอาร์เซ็ปได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยลดผลกระทบเชิงลบจากการล้มเลิกความตกลงทีพีพีได้
แม้ว่าความตกลงทีพีพีจะมีปัญหา แต่มาเลเซียยังคงมองในแง่ดีว่าความตกลงดังกล่าวได้ช่วยให้เอสเอ็มอีได้มีการเตรียมตัวรับมือกับการแข่งขันจากต่างประเทศ รวมทั้งการออกไปแข่งขันในตลาดโลก ทำให้ภาคอุตสาหกรรมของมาเลเซียเกิดความเข้มแข็ง ซึ่งเอสเอ็มอีของมาเลเซียก็พร้อมจะแข่งขันในทุกเวทีการค้าที่เกิดขึ้นจากเอฟทีเอทุกกรอบที่มี
อีกทั้งมาเลเซียยังมีความพร้อมในการบุกตลาดที่มีศักยภาพ อาทิ รัสเซีย กลุ่มประเทศในแถบละตินอเมริกาและแอฟริกาอีกด้วย
ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทย แม้ว่าขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าสหรัฐจะถอนตัวออกจากความตกลงทีพีพี ภายหลักการชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีของทรัมป์หรือไม่ แต่มาเลเซียก็ได้เตรียมการรับมือโดยหันมาให้ความสำคัญกับความตกลงอาร์เซ็ปมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีกับประเทศไทยที่จะมีแนวร่วมในการผลักดันการเจรจาความตกลงอาร์เซ็ปให้มีความคืบหน้าหรือได้ข้อสรุปโดยเร็ว
รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เป็นภาคีของทั้งความตกลงทีพีพีและอาร์เซ็ป อย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เวียดนาม บรูไน สิงคโปร์ ก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะสนใจอาร์เซ็ปมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ข้อกังวลหรือแรงกดดันต่อประเทศไทยซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกทีพีพีเกี่ยวกับการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในด้านการค้าการลงทุนก็จะลดลงไปด้วย
พร้อมเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ดังนี้ 1.ประเทศไทยควรเร่งเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศ ให้สามารถปรับตัวเพื่อรองรับความตกลงอาร์เซ็ป รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับสินค้าและบริการของไทย ตลอดจนแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิกอาร์เซ็ป
ด้านที่ 2 แม้ว่ามาเลเซียจะมาสามารถใช้ทีพีพีเป็นเครื่องมือ ที่จะช่วยเข้าถึงตลาดสมาชิกภาคีโดยเฉพาะตลาดที่มาเลเซียยังไม่มีความตกลงการค้าเสรี อาทิ แคนาดา เม็กซิโก และเปรู แต่ก็คาดว่ามาเลเซียจะยังคงเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาและประเทศสมาชิกทีพีพีผ่านช่องทางอื่น หรือผ่านการเจราจาในกรอบทวิภาคีแทน
เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซียยังคงต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศอยู่อย่างมาก หน่วยงานด้านการส่งเสริมการค้าการลงทุนของมาเลเซียมีการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศสมาชิกทีพีพีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดใหม่ ได้แก่ ชิลี เปรู เม็กซิโก โดยมีการจัดคณะผู้แทนการค้าการลงทุนภาคเอกชนเดินทางไปหาพันธมิตรธุรกิจ
ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ







