
ดอดวางประกันรถเมล์เอ็นจีวี
กรมศุลฯ แย้มซุปเปอร์ซาร่า ดอดวางประกันนำรถเมล์เอ็นจีวีออกไปแล้ว 1 คัน
โพสต์ทูเดย์ - กรมศุลฯ แย้มซุปเปอร์ซาร่า ดอดวางประกันนำรถเมล์เอ็นจีวีออกไปแล้ว 1 คัน
แหล่งข่าวจากกรมศุลกากร เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ได้นำเงินวางประกันค่าภาษี 1.2 ล้านบาท ค่าปรับ 2 เท่าของอากรที่ขาดและ 1 เท่าของภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 3.7 ล้านบาท เพื่อขอนำรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 1 คัน จาก 100 คันแรก ออกจากท่าเรือแหลมฉบังแล้ว โดยหลังจากนี้ต้องดูว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะยอมรับจดทะเบียนรถเอ็นจีวีหรือไม่ เพราะต้องดำเนินตามสัญญาที่ทำไว้อย่างเคร่งครัด
“คาดว่ารถเมล์เอ็นจีวีทุกคันที่ผู้นำเข้านำเข้ามา อาจจะต้องมีการขอยื่นสงวนสิทธิเพื่อโต้แย้งการเสียภาษีในภายหลัง ซึ่งครั้งนี้ หากจะนำรถออกไปก็ต้องทำตามระเบียบ คือ เสียภาษีให้ถูกต้อง โดยเชื่อว่าการที่นำรถเมล์เอ็นจีวีออกไปก่อนเพียง 1 คัน เป็นการชิมลางว่า ขสมก.จะยอมรับรถหรือไม่” แหล่งข่าวระบุ
นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า สำหรับรถเมล์เอ็นจีวีในส่วนที่ 2 จำนวน 291 คัน บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า แจ้งว่าเตรียมยื่นใบขนสินค้า เพื่อนำรถเมล์เอ็นจีวีออกจากท่าเรือแหลมฉบังภายในสัปดาห์นี้ หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่านำเข้าถูกต้องก็สามารถนำรถเมล์เอ็นจีวีออกไปได้ทันที
อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง กรมจะดำเนินตามแนวทาง ทั้งการวางเงินประกันให้คุ้มค่าปรับและภาษี จากนั้นค่อยมาต่อสู้คดีเกี่ยวกับการเสียภาษีนำเข้า หากมีข้อโต้แย้งในการใช้สิทธิทางภาษี โดยผู้นำเข้าจะต้องจ่ายกรณีไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อนำรถออกไปทั้ง 291 คัน คิดจากภาษี 40% หรือราว 1.4 ล้านบาท-คัน รวมเป็นเงินกว่า 400 ล้านบาท
“ทางกรมศุลกากรแหลมฉบังพร้อมให้บริษัทผู้นำเข้ามายื่นใบขนสินค้า เพื่อนำรถเมล์เอ็นจีวีออกไปให้บริการตามสัญญากับ ขสมก.แต่ต้องจ่ายเงินภาษีนำเข้าให้เรียบร้อย” นายชัยยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีแล้ว 391 คัน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกนำเข้ามาล็อตแรก 1 คัน กับล็อตที่ 2 อีก 99 คัน รวมเป็น 100 คัน โดยผู้นำเข้าได้ยื่นใบขนสินค้าแล้ว แต่กรมศุลกากรทำการจับกุมและยึดรถทั้ง 100 คัน เนื่องจากสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ สำหรับส่วนที่ 2 เป็นการนำเข้าล็อตที่ 3 จำนวน 145 คัน และล็อตที่ 4 จำนวน 146 คัน รวม 291 คัน ซึ่งผู้นำเข้ายังไม่ได้ยื่นใบขนสินค้า ส่วนที่เหลืออีก 98 คัน จากข้อมูลกรมศุลกากรทราบว่ายังอยู่ประเทศมาเลเซีย







