
บีโอไอเชื่อทุนเอกชนญี่ปุ่นไม่ทิ้งไทย
โพสต์ทูเดย์
— บีโอไอ ไม่ห่วงไทยหลุดโผแผนลงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น มั่นใจฝั่งเอกชนยังเหนียวแน่นนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า กรณีแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ไม่มีประเทศไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนนั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดของแผนดังกล่าว แต่ที่ผ่านมาญี่ปุ่นเป็นประเทศอันดับหนึ่งที่มียอดลงทุนในไทยสูงที่สุด ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงว่าจะทำให้การลงทุนจากญี่ปุ่นจะชะลอตัว หรือจะเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อการลงทุนในไทย
การที่ไทยไม่ได้ถูกจัดให้เป็นประเทศเป้าหมายการลงทุนอาจมองได้ 2 ประเด็น คือ 1.ญี่ปุ่นอาจกังวลถึงความไม่ชัดเจนของการแก้ปัญหาโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แต่เชื่อว่าหลังศาลปกครองกลางมีการพิจารณา 2 ก.ย. น่าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ และ 2.ญี่ปุ่นอาจมองไทยพัฒนาไปมากแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม
นางอรรชกา กล่าวว่า หากพิจารณาภาพรวม การลงทุนของญี่ปุ่นจากภาคเอกชนโดยตรงยังมีการขยายตัวต่อเนื่อง และในช่วงปลายปีกำลังรอโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาเพิ่มเติมอีก โดยตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่น 7 เดือน (ม.ค.ก.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 184 โครงการ มูลค่าลงทุน 4.33 หมื่นล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ลงทุนเพียง 130 โครงการ มูลค่า 3.01 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนโลหะ เคมีภัณฑ์ การผลิตไฟฟ้า เป็นต้น
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของแผนการลงทุนจากญี่ปุ่นครั้งนี้ แต่วงเงิน 50 ล้านเยน ที่ตั้งเป้าจะใช้ในการลงทุน ถือว่าไม่ได้มาก ส่วนที่ไม่มีไทยเป็นประเทศการลงทุนนั้น ขอศึกษารายละเอียดของเป้าหมายการลงทุนก่อน ส่วนที่มองว่าจะมาจากปัญหามาบตาพุดก็อาจเป็นไปได้ โดยรายละเอียดแผนยุทธศาสตร์การลงทุนของญี่ปุ่นมีเป้าหมายเข้าไปร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในประเทศเอเชีย 9 ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น







