
สมาคมการค้าและการเตรียมพร้อมรับเขตการค้าเสรี (ตอน 3)
....นคร สังขรัตน์
“
คนมักเล็งเห็นแต่ผลได้ ไม่เห็นผลเสีย” วันนี้ผมขอยกคำสุภาษิตจีนโบราณไว้เพื่อให้เป็นข้อคิดเกี่ยวกับการเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ของประเทศไทย ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนจะต้องดูให้รอบด้านทั้งผลดีผลเสีย ไม่ใช่เล็งแต่ผลดีด้านเดียวเมื่อกล่าวถึงผลเสียของการเปิดการค้าเสรีจะมีด้วยกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมทารก (Infant Industries) หรืออุตสาหกรรมที่ยังต้องการการปกป้องอยู่ หรือมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกน้อย การเปิดการค้าเสรีจะทำให้ผู้คนที่มีอาชีพดั้งเดิมเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่ประเทศไม่ได้เปรียบจะต้องตกงานไป และอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการค้าเสรีก็ไม่สามารถดูดซับแรงงานเหล่านี้เข้าไปทำงานได้ในทันที จึงอาจส่งผลกระทบไปยังแรงงานบางกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานด้อยทักษะและผู้คนที่ยากจน
นอกจากนี้ ในการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ใหญ่จะได้เปรียบและประเทศเล็กจะเสียเปรียบ เพราะว่าจะไม่มีอำนาจในการต่อรอง อีกทั้งการจัดทำเขตการค้าเสรีนั้นอาจนำไปสู่ภาวะการพึ่งพาประเทศที่เราไปจัดทำเขตการค้าเสรีด้วยมากเกินไป
ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ การจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทยออสเตรเลีย ที่ไทยที่ต้องแข่งขันกับสินค้าที่นำเข้าจากออสเตรเลีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโคเนื้อโคนม ที่ผู้ผลิตไทยเสียเปรียบเนื่องจากขาดงานการวิจัยเนื้อโคในเชิงพาณิชย์ แตกต่างจากออสเตรเลียที่มีการวิจัยอย่างจริงจังว่า เนื้อโคที่จะถูกส่งไปจำหน่ายในประเทศหนึ่งควรเลี้ยงแบบหนึ่ง หากส่งไปขายอีกประเทศหนี่งก็จะมีการเลี้ยงอีกแบบหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ และได้เกรดเนื้อโคที่ตรงตามความต้องการของตลาด การจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทยญี่ปุ่น จะทำให้รัฐบาลไทยสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าประเภทเหล็ก ชิ้นส่วนยานยนต์ รวมไปถึงรถยนต์สำเร็จรูป การที่ไทยเปิดเสรีลดภาษีการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมเหล็ก รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ยังส่งผลกระทบด้านลบต่อผู้ประกอบการในประเทศที่ต้องการให้คงภาษีปกป้องอุตสาหกรรมของตน นอกจากนี้การที่ไทยเปิดเสรีอุตสาหกรรมเหล็กให้กับญี่ปุ่น ในขณะที่ญี่ปุ่นเปิดเสรีสินค้าเนื้อสัตว์ให้กับไทย เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้า 2 รายการนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่ามูลค่าที่ไทยนำเข้าเหล็กมาจากญี่ปุ่นสูงกว่าที่ญี่ปุ่นนำเข้าเนื้อสัตว์จากประเทศไทย ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะขาดดุลการค้ามากขึ้น
นอกจากนี้ การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับอินเดียยังไม่ได้มีข้อตกลงรวมไปถึงการลดปัญหาอื่นๆ นอกจากภาษีที่มีผลกระทบต่อการค้าขาย เช่น การเก็บภาษีอื่นๆ ภายในประเทศ ระบบศุลกากรที่มีความยุ่งยาก ซับซ้อนและล่าช้า เป็นต้น อินเดียยังมีปัญหาทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทำให้การขนถ่าย หรือขนส่งสินค้าไปยังพื้นที่ต่างๆ ทำได้ลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ยังมีการลอกเลียนแบบสินค้าเป็นจำนวนมากอีกด้วย ประเทศอินเดียมีศักยภาพด้านภาคบริการที่เกี่ยวกับ IT สูงกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด หากบริษัทในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของอินเดียสามารถเอาชนะอุปสรรคทางด้านภาษา และรู้วิธีการเจาะตลาดไทยแล้ว ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ของไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรุนแรงได้
ในกรณีของอาเซียนจีน ที่รัฐบาลท้องถิ่นจีนมีการเรียกเก็บภาษีภายในประเทศ และภาษีท้องถิ่น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ อีกทั้งยังมีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมาเป็นอุปสรรคในการนำเข้า อาทิ การกำหนดเงื่อนไขในการตรวจสอบสินค้า ณ ด่านศุลกากร โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มผลไม้ และยังมีเงื่อนไขด้านสุขอนามัยที่เข้มงวด สินค้าต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าของรัฐซึ่งใช้เวลาหลายวัน ทำให้มีผลต่อคุณภาพของผลไม้สด ตลอดจนเงื่อนไขด้านใบรับรองการตรวจโรคพืชและแมลง เป็นต้น จากการที่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่นอกจากจะมีความอ่อนแอเรื่องการบริหารจัดการและการตลาดแล้ว ขาดความสนใจรับรู้ และไม่ตื่นตัวในการใช้ประโยชน์จาก ACFTA รวมทั้งขาดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว
ท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม เชิญร่วมฟังงานสัมมนา
“สมาคมการค้าและการเตรียมความพร้อมรองรับเขตการค้าเสรี” เพื่อเผยแพร่และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบจากการจัดทำเขตการค้าเสรี และเพื่อระดมสมองภาคธุรกิจในการจัดทำคู่มือการปรับตัวรองรับเขตการค้าเสรี (FTA) โดยจัดใน 2 พื้นที่ คือ พื้นที่ภาคกลาง วันที่ 23 ก.ย. 2553 ณ ห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (ศูนย์วาสุกรี) จ.พระนครศรีอยุธยา โดยได้รับเกียรติจากคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นองค์ปาฐกถาพิเศษ และในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 67 ก.ย. 2553 ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 7 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับเกียรติจากศาสตราภิชาน ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง เป็นองค์ปาฐกถาพิเศษ ติดต่อได้ที่โทร. 0819197559 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย






