posttoday
ซีอีโอเบอร์ 1 ‘ใจต้องถึงและกล้าเปลี่ยน’

ซีอีโอเบอร์ 1 ‘ใจต้องถึงและกล้าเปลี่ยน’

05 มกราคม 2560

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักซีอีโอจากค่ายโอเปอเรเตอร์เบอร์ 1 ของไทยอย่าง สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักซีอีโอจากค่ายโอเปอเรเตอร์เบอร์ 1 ของไทยอย่าง สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ซึ่งก่อนที่จะขึ้นมาเป็นผู้กุมหัวเรือยักษ์ใหญ่ขององค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้นั้น สมชัยต้องเรียนรู้ ฝึกฝนและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ซึ่งกว่าจะผ่านมาได้นั้น ไม่ง่ายเลย

จุดเริ่มต้นซีอีโอ

ผมเรียนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมัยที่เรียนผมทำกิจกรรมค่อนข้างมาก ทำให้ได้เรียนรู้และทำงานจริง นอกเหนือตำราตลอดเวลา เมื่อเรียนจบก็เลือกที่จะไปทำงานเกี่ยวกับโปรแกรมเมอร์ให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ อยู่ 6 ปี และทำงานร่วมกันสองส่วนระหว่างโปรแกรมเมอร์กับโอเปอเรเตอร์จนได้รับความไว้วางใจ เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานคือ ไม่มีสิ่งใดง่าย ทุกอย่างเกิดจากการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดเวลา ผมเชื่อว่าตัวเองเก่งขึ้นเพราะฝึกฝนเยอะและมั่นใจว่าเก่งกว่าเพื่อนที่เรียนจบมาด้วยกันแน่นอน

หลังจากนั้น ได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านการตลาด เพราะอยากเปลี่ยนสายงานก็ได้มาเป็นพนักงานขายคอมพิวเตอร์ในกลุ่มชินอยู่ 8 ปี ก่อนที่จะย้ายเข้ามาทำงานที่เอไอเอสด้านธุรกิจสัมพันธ์ (Business Relation) ซึ่งต้องทำงานร่วมกับภาครัฐในเรื่องสัมปทานและการแก้ไขสัญญาต่างๆ เพราะในยุคเริ่มต้นของการใช้งานเครือข่ายนั้นยังเป็นเรื่องใหม่มากใช้เวลาทำนานถึง 6 ปี จากนั้นเข้ามาทำด้านการตลาด โดยในตอนนั้นคุณสมประสงค์ยื่นคำขาดกับผมว่าต้องหารายได้จากการรับส่งเอสเอ็มเอส (SMS) ให้ได้หมื่นล้านบาท ถึงจะอนุญาตให้ไปทำงานในตำแหน่งอื่น ผมใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี จึงทำได้สำเร็จ จากนั้นก็ได้ไปเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาดและเข้ารับการคัดสรรเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ในปัจจุบัน

เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

การที่พนักงานคนหนึ่งในองค์กรใหญ่จะก้าวขึ้นมาเป็นระดับซีอีโอนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่จาก ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นกลุ่มเทมาเสก ที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการคัดสรรซีอีโอด้วยการยอมทุ่มงบหลักล้านยูเอสดอลลาร์ เพื่อเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากทั่วโลกมานั่งในตำแหน่งนี้ และทำอย่างไรให้พนักงานในองค์กรกว่า 1.2 หมื่นคน ให้ความเชื่อใจและยอมรับในการทำงานรูปแบบใหม่ๆ

“ผมเป็นซีอีโอคนแรกที่ผ่านการคัดสรร”

กระบวนการคัดสรรในตอนนั้น มีตัวเลือกกว่า 40-50 คน ซึ่งผู้ถือหุ้นรายใหม่ต้องการให้เป็นซีอีโอจากต่างประเทศเข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ ซึ่งตอนสอบผมก็บอกกับคนสัมภาษณ์ไปตรงๆ ว่า เรือเราลำใหญ่นะถ้าหันเปลี่ยนทันทีอาจจะล้ม ผมรู้ว่าผมจะอย่างไร ขอเวลา 3 ปีในการทำงาน ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมา 2 ปีแล้ว

โดยในตอนแรกที่จะเข้าไปร่วมคัดสรรผมต้องแข่งกับคนในองค์กรเดียวกันด้วยนะผมเลือกที่จะขอบาย ไม่เอาดีกว่า แต่ทุกคนต้องการให้ผมลงแข่งเพราะถ้าผมไม่ทำคนนอกได้แน่นอน ผมก็เลยต้องยอม ซึ่งหลังสัมภาษณ์เสร็จ ยอมรับว่าผมไม่กดดันเลย เพราะไม่ได้คาดหวัง ผมพูดจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ทำงานในองค์กรนี้มา ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เลยแต่ยอมรับว่าผมมีทีมที่ดี ตลอด 2 ปีที่ได้นั่งตำแหน่งนี้มาทีมสำคัญมาก

ยึดมั่นหลักการแบบเส้าหลิน

หากคุณรู้จักผม จะรู้ว่าผมมีคติประจำใจในการทำงานมาโดยตลอด นั่นคือ “เส้นทางมืออาชีพไม่มีทางลัด ถ้าอยากเติบโตต้องใช้เวลา” หากให้อธิบายได้ง่ายคือ จอมยุทธ์ที่เก่งในเส้าหลินไม่ได้ใช้เวลาฝึกฝนเพียงแค่วันเดียว หากคนรุ่นใหม่ทนไม่ไหวก็อาจจะถอดใจไปแล้ว ถือว่าเป็นกุศโลบายของคนยุคเก่าที่ต้องการบอกให้เรารู้ว่า “เราจะต้องเรียนรู้และไขว่คว้าประสบการณ์”

การที่คนเราจะเก่งได้นั้นต้องรู้จักพัฒนาตัวเองตั้งแต่จุดเริ่มต้น บางคนอาจทำได้ในเวลาที่รวดเร็ว บางคนก็อาจจะนานหน่อย ไม่มีทางที่จะขึ้นถึงจุดสูงสุดได้ในเวลาไม่นาน ดังนั้น ขยันและซื่อสัตย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าเราขยันที่จะพัฒนาตนเองตลอดเวลา มุ่งมั่นที่จะทำอย่างทุ่มเท รวมทั้งเป็นคนดีด้วย ในโลกนี้มีคนเก่งจำนวนมาก แต่คนที่เก่ง ดีและซื่อสัตย์หาได้ยากเช่นกัน และเมื่อเรามีครบทุกอย่างแล้วจะทำให้เกิดโอกาสอีกมากมาย

รักษาความเป็นเบอร์หนึ่ง

“การขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งว่ายากแล้ว การรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งนั้นยากกว่า”

ด้วยความเป็นเอไอเอสที่ถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดโทรคมนาคมของไทยนั้นยิ่งทำให้ลูกค้ามีความคาดหวังสูง ทั้งในเรื่องสินค้าและบริการ ด้วยความที่เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงทำให้ถูกมองว่าแก่และไม่ทันสมัยเมื่อเราต้องการปรับลุคให้ดูเด็กลง ทันสมัยขึ้น กลับโดนต่อต้าน ยิ่งทำให้เราต้องมอนิเตอร์ตัวเองใหม่ และเกิดน้องอุ่นใจขึ้นมาเพื่อทำให้แบรนด์ดูซอฟต์ลงและทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากขึ้น ต้องยอมรับว่าช่วงที่มีปัญหาเรื่องโครงข่าย บริการเซเรเนด ช่วยให้เรารักษาฐานลูกค้าไว้ได้

การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรง คือ ต้องสร้างเน็ตเวิร์กที่ดีซึ่งเราเน้นคุณภาพเรื่องนี้มาตลอด รวมทั้งด้านบริการถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ดีเยี่ยม ลูกค้าได้รับความประทับใจ การสร้างแบรนด์ด้านเซอร์วิสของเรานั้น มีความต่างจากคู่แข่ง คือไม่ได้เน้นแค่การโฆษณา แต่ต้องทำให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เรามีอยู่ด้วย

มองอนาคตย่อมดีกว่าเดิม

เมื่อครั้งขึ้นรับตำแหน่งเมื่อ 2 ปีก่อน สมชัยมองว่าเทคโนโลยีจะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ใช่แค่เรื่องของการสื่อสาร แต่หมายถึงไลฟ์สไตล์ของคนไทยจะเปลี่ยนไปทั้งหมด

“พฤติกรรมในการใช้งานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจเดิมต้องเร่งเปลี่ยนแปลงตนเอง”

การเปลี่ยนจากยุค 2จี มาเป็น 3จี ใช้เวลาเกือบ 20 ปี แต่จาก 3จี มาเป็น 4จี ใช้เวลาเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น เอไอเอสจึงมองว่าเราจะทำธุรกิจแบบเดิมไม่ได้อีกแล้วจึงประกาศทรานสฟอร์มสู่การเป็นดิจิทัลเซอร์วิสโพรไวเดอร์ เพื่อให้บริการดิจิทัลสู่ลูกค้า โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มาผสมผสานกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ เพลง การแพทย์และสาธารณสุข สิ่งที่เราเพิ่มเติมเข้ามาคือการขายเครื่องและฟิกซ์บรอดแบนด์

“เราเริ่มต้นจากศูนย์ในธุรกิจฟิกซ์บรอดแบรนด์ แต่ใน 5 ปีจะต้องเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดนี้”

การเปลี่ยนแปลงของเอไอเอส ไม่ได้หมายถึงการเข้าไปเริ่มต้นทำทุกอย่างเองทั้งหมด เพราะนั่นเท่ากับทำลายธุรกิจเดิมที่มีอยู่และความไม่ชำนาญอาจทำได้ไม่ดีพอ แต่เอไอเอสจะสร้างแพลตฟอร์มกลางสำหรับให้ธุรกิจคอนเทนต์ทุกประเภทเข้ามาเชื่อมต่อได้ง่าย และเกิดอีโคซิสเต็มสำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างมหาศาล

เดินหน้าประเทศไปด้วยกัน

นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการนอกจากการสนับสนุนด้านนวัตกรรมแล้ว จะเป็นเรื่องของกฎกติกาและโครงสร้างพื้นฐาน

“อย่ายึดติดกับเงินประมูลที่เพิ่งจบไป แต่อยากให้มองถึงสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์สำหรับอนาคต”

คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีเก่งมากขึ้นถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโลก คือ เรียนรู้เทคโนโลยีได้เร็ว จึงมีโอกาสที่จะใช้งาน 5จี เร็วกว่าประเทศอื่นๆ หากมีบริการที่มีความพร้อมออกมารองรับ ดังนั้น นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐถือว่าเป็นเรื่องดีแต่จะทำได้ถูกต้องหรือไม่ ต้องมองกันยาวๆ

ภาคเอกชนที่อยู่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมร่วมกันวางรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานไว้อย่างดี สิ่งที่ภาครัฐควรทำคือ 1.สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน 2.วางกฎกติกาที่เหมาะสม ไม่ใช่มองแค่ว่ารัฐจะได้เงินเท่าไหร่จากการประมูลครั้งต่อไป เพราะค่าบริการในตอนนี้ถูกมากเมื่อเทียบกับค่าใบอนุญาตของทั่วโลก และ 3.สร้างคน เพราะการที่ประเทศจะเดินหน้าในยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้นั้น ทุกคนในประเทศต้องมีความรู้เรื่องการใช้งานไอที ถ้าเร่งพัฒนา 3 เรื่องนี้ไม่ทัน ก็ยากที่จะไปแข่งขันกับต่างประเทศได้

สุดท้าย สมชัยทิ้งข้อคิดเกี่ยวกับการเดินหน้าประเทศในยุคเทคโนโลยีครองเมืองไว้ว่า การส่งเสริมเรื่องสตาร์ทอัพ ฟินเทค โครงข่ายหรือการใช้งานไอทีต่างๆ จะเติบโตขึ้นได้จริงหรือไม่ อยู่ที่การเดินหน้าสานต่อให้คนในประเทศเห็นความสำคัญและใช้งานเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ถ้ามองแค่การลงทุนอย่างมหาศาลของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทุกค่ายเพียงด้านเดียว เม็ดเงินอาจจะเยอะ แต่ถ้าไม่มีประชาชนหันมาใช้งานกันอย่างเต็มที่นั่นเท่ากับสูญเปล่า หรือถ้ายอมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาฉวยโอกาสในการทำธุรกิจมากเกินไปเงินก็ไหลออกนอกประเทศเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน