
กลต.นัดทีมประชุมครั้งแรกม.ค.
ก.ล.ต.นัดบอร์ดพิจารณาโทษทางแพ่งประชุมนัดแรก ม.ค.นี้ เพื่อดีเดย์ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งปี 2560 หวังคดีจบเร็ว
ก.ล.ต.นัดบอร์ดพิจารณาโทษทางแพ่งประชุมนัดแรก ม.ค.นี้ เพื่อดีเดย์ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งปี 2560 หวังคดีจบเร็ว
นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภายในเดือน ม.ค. 2560 ก.ล.ต.เตรียมนัดคณะกรรมการพิจารณาโทษทางแพ่งประชุมนัดแรกของคณะทำงาน เพื่อกำหนดนโยบายการทำงานในการมาตรการลงโทษทางแพ่งที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตามที่ได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับกระบวนการพิจารณาว่าคดีไหนจะเข้าสู่การดำเนินการตามมาตรการทางแพ่งจะต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาคดีทางแพ่ง
ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยตัวแทนจาก 5 องค์กร มีประธานอัยการสูงสุดดำรงตำแหน่งประธาน คณะกรรมการพิจารณาโทษทางแพ่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขาธิการ ก.ล.ต.
“คณะกรรมการพิจารณาโทษทางแพ่งจะนัดประชุมนัดแรกเพื่อกำหนดนโยบายทำงาน เพราะตอนนี้มีจำนวนคดีพอสมควรที่เตรียมจะเข้าสู่การพิจารณาปี 2560 จะเห็นการทำงานผลการลงโทษได้รวดเร็วขึ้นจากการใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง ขณะที่คณะกรรมการจะนัดประชุมทุกเดือน เดือนละครั้ง”
อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.หวังว่าเมื่อกฎหมายใช้คดีจะจบเร็ว คดีเก่าที่ค้างจะดำเนินการได้จนถึงที่สุด และหวังว่าคดีใหม่ที่เข้ามาจะมีอัตราที่ลดลง ซึ่งปีนี้สำนักงานดำเนินการได้ทั้งหมด 48 คดี เพิ่มจากปีก่อนที่ 38 คดี
ก่อนหน้านี้ นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่ากฎเกณฑ์บทลงโทษตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีทั้งความแรงและเร็ว เพราะบทลงโทษที่แรงจนทำให้รู้สึกเกรงว่าถ้าทำอะไรที่ผิดกฎและถูกจับได้จะไม่มีใครกล้าทำ ส่วนความเร็วส่งผลให้แม้คนที่กำลังคิดจะทำผิดก็ไม่กล้าทำ ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระยะยาว
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับที่ 5 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา สาระหลักของกฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญในเรื่องความไม่เป็นธรรมในการซื้อขาย ความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ในการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นในตลาดทุนไทย
นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ในการพิจารณาคดีความผิดที่เกิดขึ้นในตลาดทุน ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะไม่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยแบบการดำเนินการทางอาญา โดยคดีจะจบแค่ 2 ศาลเท่านั้น คือ ที่ศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์
กฎหมายฉบับนี้ได้ระบุบทสันนิษฐานไว้แนบท้ายด้วย หากมีความเป็นไปได้โดยเฉพาะประเด็นของการใช้ข้อมูลภายในมาใช้ในการซื้อขายหุ้น ซึ่งถ้าหากมีข้อสงสัยและมีข้อปรากฏที่เกิดขึ้นก็ถือว่ามีการกระทำความผิด และกฎหมายฉบับใหม่นี้ ในประเด็นการใช้ข้อมูลภายในไม่ได้จำกัดวงเฉพาะในส่วนของผู้บริหารหรือกรรมการบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น แต่หมายถึงบุคคลที่ครอบครองข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้เอาเปรียบและซื้อขายหุ้นก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
เจตนารมณ์ของกฎหมายคาดหวังให้ตลาดทุนไทยโปร่งใส เป็นแหล่งลงทุนที่คนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุน ไม่เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทำให้คนที่คิดจะทำผิดไม่ทำผิดหรือทำผิดน้อยลง เพราะการที่มีกฎหมายบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินคดีได้เร็วและบทลงโทษตามกฎหมายแรง ก็จะทำให้คนที่คิดจะทำผิดมีความยำเกรงได้ เพราะคนที่ทำผิดจะถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาซื้อขายในตลาดทุน 5 ปี ส่วนคนที่เป็นกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทถ้าทำผิดจะถูกเว้นวรรค 10 ปี







