
Banking is necessary, Banks are not.
โดย...วิทัย รัตนากร
โดย...วิทัย รัตนากร
“Banking is necessary, Banks are not.” คำกล่าวของบิล เกตส์มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก เมื่อปี ค.ศ. 1990 จากประโยคที่ฟังดูไกลตัวในสมัยนั้น กลายเป็นคำพูดที่สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมการเงินในอนาคตอันใกล้ได้อย่างดี สิ่งที่ถือเป็นพลวัตที่สำคัญในการพาอุตสาหกรรมการเงินโลกเข้าสู่ Digital World ในวินาทีนี้ คงไม่มีใครที่ไม่พูดถึงการมาของ Fintech
Fintech เป็นส่วนผสมระหว่างธุรกิจการเงิน (Fin : Financial) และนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยี (Tech : Technology) ที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่มีมานานหลายสิบปีอย่างบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต และการโอนเงินผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งก็คือ Fintech ในอดีตที่ถูกพัฒนาโดยธนาคารชั้นนำของโลก ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการเงินรูปแบบเดิมมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า แต่กระแสที่ทำให้ภาคธุรกิจ รัฐบาล ธนาคารกลาง รวมถึงผู้บริโภค ให้ความสนใจกับ Fintech มากขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากเทคโนโลยีและการสื่อสารที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดกลุ่มธุรกิจใหม่อย่าง Fintech Startup ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการเงินที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและผู้บริโภค และเริ่มมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการเงินในปัจจุบัน
Fintech จึงเป็นอุปสรรคและความท้าทายต่อธุรกิจธนาคารในอนาคตอันใกล้อย่างชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาการออกผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารค่อนข้างจะถูกจำกัดจากกฎเกณฑ์มากมาย มีต้นทุนการดำเนินงานสูง และปรับตัวค่อนข้างช้าจากขนาดขององค์กรที่ใหญ่ จึงยังไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในบางส่วน ดังนั้นการเข้ามาของ Fintech แต่ละรายที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินเฉพาะอย่าง ที่มีความแปลกใหม่ มีนวัตกรรม ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว แม้ผู้เล่นรายใหม่อาจมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและความน่าเชื่อถือ แต่ก็ได้เปรียบในแง่ของต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก เทียบกับธนาคารที่มีต้นทุนจากการต้องปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับดูแลของทางการ เช่น การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การกันสำรองค่าเผื่อหนี้สูญ และเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านพนักงานทั้งส่วนกลางและสาขา ค่าประชาสัมพันธ์และกิจกรรมต่างๆ ขณะที่ Fintech สามารถทำธุรกรรมผ่าน OnlinePlatform ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสาขา ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพนักงานต่ำกว่า ดังนั้น ธนาคารจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น มิเช่นนั้นอาจประสบปัญหาอย่างธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ทยอยปิดกิจการกันไปตลอดปีที่ผ่านมา
Fintech แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ กลุ่มที่เราน่าจะคุ้นชินที่สุด คือกลุ่มที่เกี่ยวกับการชำระหรือโอนเงิน(Payment/Transfer) ที่เกิดขึ้นเป็นกลุ่มแรกและอยู่ในวิถีชีวิตของเราก่อนกลุ่มอื่น ตัวอย่างก็คือ PayPal และ Alipay กลุ่มถัดไปคือกลุ่มที่เกี่ยวกับการลงทุนและการบริหารการเงินส่วนบุคคล (Personal Finance & Investment) ที่มุ่งให้บริการด้านการลงทุนและที่ปรึกษาทางการเงินออนไลน์ โดยเฉพาะที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในโลกการลงทุนปัจจุบัน คือระบบช่วยตัดสินใจลงทุนโดยอัตโนมัติ (Robo-Advisor) เช่น Wealthfront และ Betterment ที่อาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำการออกแบบการลงทุนที่เหมาะสมให้กับผู้ลงทุน ซึ่งจะต่างกับระบบการวางแผนการเงินแบบดั้งเดิมที่อาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้วางแผนตัวอย่างของ Fintech กลุ่มนี้สำหรับในประเทศไทย คือ StockRadars, Jitta เป็นต้น
ส่วน Fintech ที่ผมจะเลือกกล่าวเป็นกลุ่มหลังสุด เป็นกลุ่มที่มีบทบาทคล้ายกับธุรกิจหลักของธนาคารนั่นคือกลุ่มที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ (Lending) ธุรกิจที่โดดเด่นในกลุ่มนี้ คือบริการให้กู้ยืมเงินแบบบุคคลกับบุคคลโดยตรง (Peer-to-Peer : P2P Lending) โดยผู้ให้บริการจะตั้งเว็บไซต์สื่อกลางเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องการกู้เงินกับผู้มีเงินต้องการปล่อยกู้ โดยมีเครื่องมือช่วยประเมินความเสี่ยงของผู้กู้แต่ละราย ซึ่งทำให้ผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยที่ถูกลง ในขณะที่ผู้ปล่อยกู้ก็ได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเช่นกัน เราอาจจะเคยได้ยินชื่อ Lending Club และ Prosper ซึ่งเป็น Fintech ประเภท P2P Lending ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ ซึ่งก้าวเข้ามาท้าทายบทบาทของธนาคารแบบดั้งเดิมที่ทำหน้าที่ระดมเงินฝากจากประชาชนและนำไปปล่อยสินเชื่อ
เราจะเห็นได้ว่าเมื่อรวมบริการของกลุ่ม Fintech ที่แตกต่างกันแต่ละรายเข้าด้วยกัน ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ไม่ต่างจากที่ธนาคารให้บริการอยู่ในปัจจุบันเกือบทุกประเภท คำพูดของบิล เกตส์ ข้างต้นจึงเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่น่าเกิน 5 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
ปัจจุบันธนาคารหลายแห่งจึงมีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวทั้งในรูปแบบการตั้งหน่วยงานเฉพาะที่เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ หรือการร่วมทุนในลักษณะ Venture Capital ซึ่งธนาคารออมสินเองก็ได้มีการพัฒนารูปแบบการให้บริการและเตรียมความพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความท้าทายใหม่ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ของประเทศและเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผ่านแนวทาง Digi-Thai Banking เริ่มจากบริการ “Mymo” หรือ My Money My Mobile ที่มีความแตกต่างจากธนาคารทั่วไป รวมถึงแนวคิดการปรับเปลี่ยนสาขารูปแบบใหม่ที่ให้บริการด้วยระบบดิจิทัล (Digital Branch) ซึ่งจะเน้นการให้บริการด้วยเครื่องทำธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่มีพนักงานให้บริการทำธุรกรรมฝาก ถอน โอนลดลง แต่เป็นการให้คำปรึกษา(Advisory Service) มากขึ้น
มนุษย์กับการเปลี่ยนแปลงถือเป็นของคู่กัน ธุรกิจซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็เช่นกัน แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีโอกาสอยู่ในนั้นเสมอครับ และบางทีการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงลบกับธนาคาร แต่อาจทำให้เกิด “New Normal” กับธุรกิจธนาคารก็เป็นได้ครับ







