
กองทุนมองหุ้นไทย หวือหวา เหวี่ยงรุนแรง
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2560 ยังดูดีจากปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ
โดย...ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุนโพสต์ทูเดย์
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2560 ยังดูดีจากปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ทยอยออกมาต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการเลือกตั้งในช่วงปลายปี ทำให้บรรดาผู้จัดการกองทุนจึงมองเป้าหมายดัชนีขึ้นสู่ระดับ 1,640-1,690 จุดได้ แต่ยังคงต้องจับตาปัจจัยต่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะกระทบการลงทุน
“อดิเทพ วรรณพฤกษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน มองแนวโน้มการลงทุนในปี 2560 ยังได้รับปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจไทย ที่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาสแรกจากการบริโภคภายในประเทศ โครงการลงทุนของภาครัฐและการท่องเที่ยวที่ยังเติบโต แต่ปัจจัยต่างประเทศยังมีความเสี่ยงจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค. 2560 จึงต้องรอประเมินผลกระทบอีกครั้ง และลงทุนอย่างระมัดระวังกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์
สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาในอัตรา 0.25% เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งกลุ่มอเบอร์ดีนยังมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้นไทยในระยะยาวและยังเพิ่มน้ำหนักการลงทุน โดยสไตล์ของ บลจ.อเบอร์ดีน จะเน้นดูหุ้นรายตัวจากปัจจัยพื้นฐานมากกว่าให้น้ำหนักที่ภาพรวมและยังชอบหุ้นกลุ่มบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นธีมที่ลงทุนมานานแล้ว เนื่องจากเติบโตต่อเนื่องและไม่ได้ถูกกดดันจากการค้าโลก
พร้อมกันนี้ยังหาจังหวะเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มลีสซิ่ง กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มประกันชีวิตและประกันภัย และกลุ่มไฟแนนซ์ หากราคาหุ้นปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่กองทุนตั้งเป้าหมายไว้ เนื่องจากมองว่ากลุ่มดังกล่าวมีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว รวมถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ได้รับ
“อเบอร์ดีนจะเน้นลงทุนเป็นรายอุตสาหกรรม ซึ่งบางธุรกิจแทบไม่มีใครรู้จัก แต่ผลประกอบการบริษัทออกมาดีมาก โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เราจึงยังให้น้ำหนักในหุ้นกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างมาก เพราะเชื่อว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว ในขณะที่กลยุทธ์การลงทุนของอเบอร์ดีนจะเลือกลงทุนบริษัทที่มีการเติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 3-3.5%” อดิเทพ กล่าว
มุมมองของ บลจ.ต่างชาติอย่าง บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) โดย “จินตนา เมฆินทรางกูร” ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารทุน มองว่าตลาดหุ้นในปี 2560 จะหวือหวามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีปัจจัยความไม่แน่นอนจากทั่วโลกคอยอยู่ ทั้งเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดและประเด็นที่ต้องจับตา เช่น การเลือกตั้งของประเทศในยุโรป รวมถึงนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ที่จะมีการประกาศออกมา
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงรออยู่ แต่มองตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจและมองแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นจากนี้ไปจนถึงกลางปี 2560 อยู่ที่ 1,550 จุด โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 10% ผลตอบแทนจากเงินปันผล 3-3.5%
“การไหลออกของเงินลงทุนต่างชาติเป็นผลจากเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า แต่ในที่สุดแล้วหากภาพรวมอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มเข้าสู่ดุลยภาพในระยะหนึ่ง เม็ดเงินลงทุนส่วนนี้จะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงอย่างเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในกลุ่มเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วยังอยู่ในระดับต่ำ การขยายตัวและปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจะเปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงไปสู่สินทรัพย์หลากประเภทในหลายภูมิภาค” ต่อ อินทรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) กล่าว
เป้าดัชนี 1,640-1,690 จุด
ในมุมมองของ บลจ.ไทย ก็มองเศรษฐกิจและหุ้นไทยในทางบวกเช่นเดียวกับ บลจ.ในกลุ่มต่างประเทศ โดย บลจ.กสิกรไทย ให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปลายปี 2560 ไว้ที่ 1,690 จุด บนประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้นของจดทะเบียนเติบโตระดับ 11% บลจ.วรรณ มองที่ 1,680 จุด ส่วน บลจ.กรุงไทย มองที่ 1,670 จุด และ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองที่ระดับ 1,640 จุด
“วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล มองว่า หลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 แล้วจะรอดูตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2560 ก่อน จึงเชื่อว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรกซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย เมื่อเฟดยังนิ่งและดอกเบี้ยในประเทศยังคงเดิม จะทำให้เงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทย
“ปี 2560 ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกจะมีความผันผวนมากขึ้น เนื่องจากเห็นแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยชัดเจนและหากนายทรัมป์ ทำไม่ได้ตามที่ตลาดคาดหวัง อาจทำให้เฟดไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามแผน จากเดิมมีโอกาสปรับขึ้น 3 ครั้ง ซึ่งความไม่แน่นอนนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทย” มนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าว
หุ้นกลุ่มรับเหมาฯ-ค้าปลีกเด่น
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผู้จัดการกองทุนยังให้ความสนใจในปี 2560 นี้แทบจะคล้ายกัน โดยยังเน้นหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่จะมีงานในมือเพิ่มขึ้นตลอด จากการเปิดประมูลโครงการออกมาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มค้าปลีก อาหาร ที่ได้รับผลดีจากการบริโภคภายในประเทศที่คาดว่ายังเติบโตได้ดี รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวขึ้นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มหุ้นเป้าหมายจะไม่ต่างกัน แต่สำคัญที่การเลือกหุ้นรายตัวและจังหวะในการเข้าลงทุน
“จินตนา เมฆินทรางกูร” ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารทุน บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลยุทธ์การบริหารกองทุนจะต้องดูว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่คาดว่าจะดีทั้งปี ก็อาจถือระยะยาวไปได้ แต่ถ้าบางกลุ่มราคาหุ้นน่าจะมาเป็นรอบๆ สั้นๆ หรือเป็นฤดูกาลก็อาจดูจังหวะในการขายออกและในการเข้าไปลงทุนก็ควรรอให้ราคาหุ้นปรับฐานหรืออ่อนตัวลง เพื่อไปรอขายในช่วงหุ้นปรับตัวขึ้น
ขณะที่ “วีระ วุฒิคงศิริกูล” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนมากขึ้นทุกปี การลงทุนจึงไม่ง่าย จึงเน้นกลยุทธ์เลือกหุ้นรายตัวและเมื่อลงทุนแล้วราคาหุ้นปรับตัวขึ้นถึงระดับเป้าหมายตามปัจจัยพื้นฐานแล้วก็จะขายหุ้นนั้นออก เพื่อไปลงทุนในหุ้นที่ราคายังไม่แพงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน
ขณะเดียวกันหากหุ้นตัวที่ขายออกไปนั้นราคาอ่อนตัวลง และเรายังเชื่อในแนวโน้มของบริษัทก็กลับเข้าไปลงทุนได้ พอร์ตกองทุนหุ้นของ บลจ.กรุงไทย จึงไม่ได้ซื้อและถือนิ่งไว้ตลอด แต่พยายามหาโอกาสและจังหวะเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ลงทุน
“การบริหารพอร์ตกองทุนหุ้นในปี 2560 คงยากขึ้น เนื่องจากทุกคนมองเหมือนกันหมดว่าหุ้นไทยดีและหุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจ จึงไม่ง่ายในการลงทุน” วิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล กล่าว
พร้อมกันนั้น ได้แนะนำนักลงทุนที่จะเล่นหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไม่ควรไปไล่ซื้อตอนราคาหุ้นปรับตัวขึ้น แต่รอหุ้นปรับฐาน ซึ่งพฤติกรรมของหุ้นจะขึ้นเป็นรอบๆ ก่อนการเปิดประมูลโครงการลงทุนต่างๆ ดังนั้นนักลงทุนต้องทำการบ้าน ช่วงเวลาไหนจะมีการเปิดประมูล ควรเข้าลงทุนตอนราคาต่ำๆ ก่อนเปิดประมูลและไปรอขายตอนที่หุ้นรับข่าว และหากยังชอบหุ้นกลุ่มนี้ก็รอจังหวะตอนหุ้นปรับฐานอีกครั้ง
สำหรับภาพรวมการลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2559-15 ธ.ค. 2559 กองทุนหุ้นไทยทำผลงานได้ดีเฉลี่ยสูงถึง 16.68% สำหรับกองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก ขณะที่กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ผลตอบแทน 15.43% ทิ้งห่างกองทุนหุ้นต่างประเทศค่อนข้างมาก เมื่อกำไรเป็นกอบเป็นกำขนาดนี้ ถ้าจะหวังผลตอบแทนดีๆ ในปี 2560 คงไม่ใช่เรื่องง่าย







