posttoday
สั่งวางแผนน้ำล่วงหน้า2ปี

สั่งวางแผนน้ำล่วงหน้า2ปี

30 ธันวาคม 2559

“พล.อ.ฉัตรชัย” สั่งวางแผนใช้น้ำรับมือสถานการณ์ 2 ปี ป้องกันปัญหาน้ำหมดเขื่อนกระทบประชาชนทั้งประเทศ

“พล.อ.ฉัตรชัย” สั่งวางแผนใช้น้ำรับมือสถานการณ์ 2 ปี ป้องกันปัญหาน้ำหมดเขื่อนกระทบประชาชนทั้งประเทศ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานไปวางแผนบริหารจัดการน้ำโดยให้สามารถมีน้ำกินน้ำใช้ได้พอเพียงถึงปี 2561 เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค หรือน้ำแห้งขอดหมดเขื่อนต้องดึงน้ำก้นอ่างมาใช้เหมือนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ ยังเร่งรัดการทำงานตามโครงการกระจายน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตรให้ได้เพิ่มอีก 5 แสนไร่ จากแผนเดิม 5 แสนไร่ ในปี 2560 ซึ่งจะมีผลทำให้ในปี 2560 รัฐบาลสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ถึง 1 ล้านไร่

“จากภาวะอากาศที่ไม่แน่นอน ผมให้กรมชลฯ ไปวางแผนเพื่อรับมือสภาพอากาศที่แปรปรวนด้วย โดยให้มองยาว 2 ปี ถึงปี 2561 นอกจากนั้นให้ไปดูว่าโครงการใดที่จำเป็นเร่งด่วนก็ให้พิจารณาเตรียมการสำหรับเสนอในปีงบประมาณ 2561 โดยให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติ ทั้งโครงการระยะกลางและระยะยาว หากสำคัญต้องเอามาดู และเสนอในปีงบประมาณ 2561” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในช่วงฤดูแล้งปี 2559/2560 (1 พ.ย. 2559-30 เม.ย. 2560) นี้ กรมชลประทานได้วางแผนการจัดสรรน้ำจากเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำทั้งประเทศ ตามมาตรการจัดการน้ำแบบยั่งยืน โดย ณ วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 2.88 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยได้วางแผนการใช้น้ำตลอดฤดูแล้งรวมทั้งสิ้น 1.76 หมื่นล้าน ลบ.ม. สำหรับสนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการเกษตร

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา นอกจากกรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วมแล้ว ยังได้มีการพัฒนาและปรับปรุงงานด้านชลประทานอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย จนทำให้มีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มมากขึ้นกว่า 206.74 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มมากขึ้นกว่า 3.32 แสนไร่ และมีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงระบบส่งน้ำเพิ่มมากขึ้น 1.21 ล้านไร่ มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 5 หมื่นครอบครัว

ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1-28 ธ.ค. เกิดอุทกภัย 12 จังหวัด ได้แก่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ รวม 5,048 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2.63 แสนครัวเรือน ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 7 จังหวัด และยังคงมีสถานการณ์ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง และนราธิวาส รวม 13 อำเภอ 84 ตำบล 625 หมู่บ้าน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท