
เอกชนดันหนี้โลกพุ่งทุบสถิติ
เอกชนออกหุ้นกู้พุ่ง 8% หลังแบงก์ชาติหนุนดอกเบี้ยต่ำ สวนทางเฟดขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าทำดีมานด์ก่อหนี้หด
เอกชนออกหุ้นกู้พุ่ง 8% หลังแบงก์ชาติหนุนดอกเบี้ยต่ำ สวนทางเฟดขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าทำดีมานด์ก่อหนี้หด
ดีลโลจิก ผู้ให้บริการด้านข้อมูล เปิดเผยว่า การออกตราสารหนี้ผ่านภาคธนาคารในปี 2016 เพิ่มขึ้นเป็น 6.62 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 231 ล้านล้านบาท) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์และทำลายสถิติเดิมของปี 2006 โดยมีภาคเอกชนเป็นตัวนำด้วยการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปี 2015 อยู่ที่ 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 126 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ การออกตราสารหนี้ที่ได้รับการค้ำประกันจากภาคธนาคารในปีนี้ที่ใหญ่ที่สุดนั้น ส่วนใหญ่ยังมาจากภาคเอกชน โดยคิดเป็น 8 ครั้ง ใน 10 ครั้ง ของการออกขายตราสารหนี้ดังกล่าวที่ใหญ่ที่สุด
ทั้งนี้ ในบรรดาบริษัท 8 แห่งหมายรวมถึงบริษัท เอบีอินเบฟ ค่ายเบียร์สัญชาติเบลเยียม ซึ่งออกหุ้นกู้ขนาด 1.3 หมื่นล้านยูโร (ราว 4.81 แสนล้านบาท) และเดล ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ที่ออกหุ้นกู้มูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 แสนล้านบาท) รวมถึงไมโครซอฟท์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ซึ่งออกหุ้นกู้มูลค่า 1.97 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.89 แสนล้านบาท)
สกอต แมเธอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ของแปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ คอมพานี (พิมโค) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนใช้โอกาสในยามอัตราดอกเบี้ยต่ำในการออกหุ้นกู้ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมถูกลง โดยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต่างมีการใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบในปี 2016
อย่างไรก็ตาม แมเธอร์ ระบุว่า ในปี 2017 นี้ แนวโน้มการออกหุ้นกู้ดังกล่าวอาจปรับลดลง เนื่องมาจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีหน้า โดยเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.25-0.50% เป็น 0.50-0.75% หลังการประชุมเมื่อวันที่ 13-14 ธ.ค.ที่ผ่านมา และคาดการณ์จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ราว 1.25-1.50% ในปีหน้า หรือหากขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% จะมีการขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 3 ครั้งในปี 2017
นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ยังมีความกังวลต่อโครง การซื้อคืนสินทรัพย์จากทั้งอีซีบีและบีโอเจที่อาจจะลดขนาดลงในปีหน้า โดยอีซีบีเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าจะลดวงเงินการซื้อคืนพันธบัตรลงจาก 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) มาอยู่ที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน (ราว 2.2 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ ปริมาณหนี้ในส่วนที่เหลือนั้นอยู่ในรูปแบบของพันธบัตรรัฐบาลที่ออกขายผ่านระบบธนาคาร และไม่นับรวมที่มีการออกขายในระบบปกติ เช่น การออกขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ อย่างไรก็ตามในการออกขายพันธบัตรรัฐบาลของญี่ปุ่นและจีนนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 23% และ 30% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า การออกพันธบัตรรัฐบาลดังกล่าวได้แรงหนุนจากพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวต่ำติดลบ โดยทั่วโลกมีพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในแดนลบแล้วเกือบ 14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 490 ล้านล้านบาท)







