posttoday
สิ่งที่ควรทำ เมื่อวันเกษียณ

สิ่งที่ควรทำ เมื่อวันเกษียณ

29 ธันวาคม 2559

ปลายปีของทุกปีนอกจากจะเป็นช่วงสนุกสนานส่งท้ายปีเก่า ช็อปเที่ยวช่วยชาติ หรือเทศกาลซื้อประกัน RMF, LTF ลดหย่อนภาษีแล้ว ก็ยังเป็นช่วงเวลาของการเกษียณอายุ หลายคนที่เตรียมพร้อมมาดีก็คงดีใจที่ได้พักสักทีจากการตรากตรำทำงานหนักมาตลอดชีวิต

ปลายปีของทุกปีนอกจากจะเป็นช่วงสนุกสนานส่งท้ายปีเก่า ช็อปเที่ยวช่วยชาติ หรือเทศกาลซื้อประกัน RMF, LTF ลดหย่อนภาษีแล้ว ก็ยังเป็นช่วงเวลาของการเกษียณอายุ หลายคนที่เตรียมพร้อมมาดีก็คงดีใจที่ได้พักสักทีจากการตรากตรำทำงานหนักมาตลอดชีวิต

ส่วนคนที่ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมที่ดีพอ ก็คงเริ่มกังวลว่าเงินเดือนที่มีอย่างมั่นคงตลอดมาจะไม่มีแล้ว จะอยู่อย่างไรดี เพราะไม่ได้ออมเงินเผื่อใช้ยามเกษียณเลย แถมสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เคยได้ก็จะไม่มี ประกันสุขภาพก็ไม่ได้ซื้อไว้ เพราะตอนทำงานสุขภาพก็ดี ไม่มีปัญหา ตอนนี้เริ่มแก่ปัญหาสุขภาพก็มา แต่ดันไม่มีสวัสดิการสุขภาพอีก ทำไงดี เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ได้ดีครับว่าการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ ไม่ใช่การดับไฟ คือ เจอไฟค่อยดับ แต่เป็นการที่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้านานๆ มาวางแผนในวันเกษียณย่อมไม่ทันแน่นอน แต่อย่างน้อยเมื่อไม่ได้วางแผนมาแล้ว ถึงตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง

๐ อันดับแรกเลยครับ เรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะไม่ต้องเสียภาษีเลย ถ้าอายุตอนออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ต่ำกว่า 55 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี ตรงนี้อายุเกษียณส่วนใหญ่น่าจะเกิน 55 ปีนะ ไม่น่าจะมีปัญหา ยกเว้นคนที่เกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) ซึ่งหากอายุตอนออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ถึง 55 ปี หรืออายุสมาชิกไม่ถึง 5 ปี แนะนำให้คงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อนนะครับ อย่าเอาออกมาจนกว่าจะครบตามเงื่อนไขที่ได้ประโยชน์ทางภาษี วิธีทำ คือให้แจ้งฝ่ายบุคคลก่อนออก เพราะถ้าเราไม่แจ้งฝ่ายบุคคลจะเอาเราออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครับ เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จะโดนภาษีครับ

๐ อันดับสอง เรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาล ถ้าเกษียณอายุ 55 ปี ยังพอมีโอกาสซื้อประกันสุขภาพของตัวเองได้ แต่ถ้ามาคิดซื้อตอนอายุ 60 ปี ท่าจะยากหน่อย หลายบริษัทไม่ขายแล้ว หรือถ้าจะขายเบี้ยประกันก็แพงมาก หรือบางบริษัทประกันอาจขายอยู่ แต่เราเองที่ไม่สามารถซื้อได้เพราะมีปัญหาสุขภาพ

ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้สำหรับคนที่ยังไม่เกษียณ ก็อยากแนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพไว้บ้าง แม้ว่ายังมีสวัสดิการรักษาพยาบาลของบริษัทอยู่ก็เหอะ อย่าคิดว่าจะจ่ายฟรีไม่ได้ใช้ประโยชน์นะครับ เพราะหากเราไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูง โดยทั่วไปสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ได้ไม่มากพอกับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่แพงอย่างในปัจจุบัน แถมแพงขึ้นเร็วมากทุกๆ ปี

แต่ถ้าซื้อประกันสุขภาพไม่ได้จริงๆ ก็อยากแนะนำให้ต่อมาตรา 39 ของกองทุนประกันสังคม เพื่อที่จะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี (กรณีเจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ) ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่คนที่อยากต่อมาตรา 39 ต้องเคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ลาออกจากงาน

ดังนั้น ใครที่ออกจากงานมาถ้าอยากต่อมาตรา 39 อย่าชะล่าใจนะครับ รีบต่อภายใน 6 เดือนหลังจากออกจากงานนะครับ โดยต้องจ่ายเงินให้ประกันสังคมเดือนละ 432 บาท (เท่ากับเราซื้อประกันสุขภาพผ่านประกันสังคมด้วยเงินเพียงปีละ 5,184 บาท) แค่นี้เราก็สามารถสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับตัวเองได้แล้ว แต่การต่อมาตรา 39 ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งนะครับ คือ เราก็จะยังไม่ได้เงินบำนาญชราภาพตลอดระยะเวลาที่เราเป็นผู้ประกันตนครับ สรุปก็คือถ้าอยากได้สวัสดิการรักษาพยาบาลจากประกันสังคม ก็จะยังไม่ได้เงินบำนาญ แต่ถ้าอยากได้เงินบำนาญจากประกันสังคม ก็จะไม่ได้สวัสดิการรักษาพยาบาลจากประกันสังคม ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งครับ

หมายเหตุ : หากลาออกจากงาน หรือลาออกจากมาตรา 39 มาเพื่อรับสิทธิกรณีชราภาพ ไม่ว่าจะเป็นบำเหน็จ หรือบำนาญก็ตาม เรายังได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องใน 4 กรณี คือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และตาย ไปอีกเพียง 6 เดือนนับจากวันที่ลาออกเท่านั้น ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ประกันตนทุกคนจะได้รับตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคมครับ)

๐ อันดับสาม ถ้าสมัครมาตรา 39 ไม่ได้เพราะขาดคุณสมบัติที่กำหนด หรืออยากได้เงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคม แต่ก็อยากได้สวัสดิการรักษาพยาบาลด้วย สำหรับคนที่มีสิทธิต่อมาตรา 39 ของประกันสังคม ก็แนะนำอย่าไปต่อมาตรา 39 แนะนำให้ไปขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

สำคัญคือให้ยื่นขอภายใน 1 ปีนับจากวันที่เกิดสิทธิ (ถัดจากวันเกษียณ) ก็แนะนำให้ไปลงทะเบียนหลักประกันสุขภาพกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยต้องไปลงทะเบียนสำนักงานเขต สำหรับคน กทม. ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัดต้องไปลงทะเบียนที่สถานีอนามัย (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) โรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นครับ

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจ ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า