
เปิดโผหุ้นน่าลงทุน รับส่งออกเติบโต-เงินบาทอ่อน
ภายหลังจากกระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออกเดือน พ.ย. ขยายตัว 10.2% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าภาคการเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง อาหารแช่แข็ง 12.7% และสินค้าในภาคอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทเพิ่มขึ้น 9.8% และแนวโน้มเดือนต่อๆ ไปที่ยังคงดีอยู่ เป็นปัจจัยบวกของตลาดหุ้นไทยโดยตรง
ภายหลังจากกระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออกเดือน พ.ย. ขยายตัว 10.2% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าภาคการเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง อาหารแช่แข็ง 12.7% และสินค้าในภาคอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทเพิ่มขึ้น 9.8% และแนวโน้มเดือนต่อๆ ไปที่ยังคงดีอยู่ เป็นปัจจัยบวกของตลาดหุ้นไทยโดยตรง
บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ตัวเลขส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศในเดือน พ.ย. ถือว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ตัวเลขส่งออกที่หักสินค้าทองคำและน้ำมันไปแล้วก็สามารถเติบโตได้ถึง 9.3% เป็นการขยายตัวที่ดีทั้งสินค้าหมวดเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งตัวเลขที่ออกมาล่าสุดบ่งชี้การกลับตัวที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนของการส่งออกสินค้า 4 หมวดที่สำคัญ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ (โตสูงสุดในรอบ 22 เดือน) ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง (20 เดือน) ไก่แปรรูป (17 เดือน) และยางพารา (15 เดือน) มองเป็นข่าวดีเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทางฝ่ายวิจัยได้ให้น้ำหนักมากกว่าตลาดอยู่แล้วและเป็นกลุ่มที่แนะนำในปี 2560 ประกอบด้วย เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) (SMT) เอสวีไอ (SVI) น้ำตาลบุรีรัมย์ (BRR) ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) เนื่องจากมองว่าจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่าและการปรับตัวขึ้นของราคาโภคภัณฑ์ในช่วงถัดไป
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตัวเลขส่งออกเดือน พ.ย.ที่ขยายตัว 10.2% เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าภาคการเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง อาหารแช่แข็ง 12.7% และสินค้าในภาคอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท 9.8% และแนวโน้มเดือนต่อๆ ไปที่ยังคงดีอยู่ เป็นปัจจัยบวกของตลาดหุ้นไทยโดยตรง
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทอยู่ที่ 35.9 บาท/เหรียญสหรัฐ การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลดีต่อการส่งออก แต่อาจเพิ่มแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศให้มากขึ้นได้ แต่จะส่งผลบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการ หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่า
บล.เอเซีย พลัส ระบว่าหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า 2 กลุ่ม คือ เกษตร-อาหาร เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นในการดำรงชีพและเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ แต่ขึ้นกับโครงสร้างของรายได้และต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยน กล่าวคือจีเอฟพีที (GFPT) ให้ราคาเหมาะสม 19 บาท เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ไปยังยุโรปและเอเชีย โดยเน้นที่ตลาดญี่ปุ่นในสัดส่วน 50% ของปริมาณการส่งออกรวม รายได้อยู่ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ 18% รายได้ยูโร 2% ขณะที่ต้นทุนเงินเหรียญสหรัฐ 15% เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะเพิ่มกำไรจากประมาณการเดิม 2.4%
TU เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ทูน่า กุ้ง แซลมอนไปยังยุโรปและเอเชีย รายได้อยู่ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ 69% รายได้ยูโร 24% ขณะที่ต้นทุนรูปเงินเหรียญสหรัฐ 60% เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะเพิ่มกำไรจากประมาณการเดิม 5.5%
CPF เพราะส่วนใหญ่เป็นส่งออกจะเป็นผลิตภัณฑ์ไก่ หมู กุ้ง อาหารสำเร็จรูป และอาหารสัตว์ (รายได้อยู่ในรูปเหรียญสหรัฐ 4% รายได้ยูโร 1% ขณะที่ต้นทุนในรูปเหรียญสหรัฐ 3% เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะเพิ่มกำไรจากประมาณการเดิม 4.9%
STA เป็นผู้ผลิตและส่งออกยางแท่งและยางแผ่นรมควัน ตลาดส่งออกหลักอยู่ในแถบเอเชียโดยเฉพาะจีน ขณะที่ผลิตภัณฑ์ยางส่งออกจะถือว่าเป็นสินค้าขั้นกลาง จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากสหรัฐและน่าจะได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุด เนื่องจากรายได้หลักราว 70% มาจากการส่งออกยางพารา (รับรู้รายได้เป็นเงินเหรียญสหรัฐ แต่ต้นทุนการผลิตทั้งหมดเป็นเงินบาท โดยเงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะเพิ่มกำไรจากประมาณการเดิม 7.2%
กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยหากพิจารณาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันจากสหรัฐไม่มากนัก ขณะที่สินค้าส่งออกกลุ่มนี้น่าจะอยู่ในขั้นกลางเป็นหลัก จึงน่าจะกระทบน้อยพบว่าผู้ที่ตลาดส่งออกไปสหรัฐในสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบรายได้รวม คือ HANA 8% ตามด้วย SVI 10% ส่วน KCE มีสัดส่วน 20% และ DELTA สูงสุด 30% แต่หากพิจารณาผลบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่า พบว่า KCE ได้ประโยชน์มากสุด โดยเงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะเพิ่มกำไรจากประมาณการเดิม 7.3% รองลงมา คือ ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะเพิ่มกำไรจากประมาณการเดิม 6.2% DELTA เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะเพิ่มกำไรจากประมาณการเดิม 5.7% และ SVI เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท จะเพิ่มกำไรจากประมาณการเดิม 5.2%
ผลบวกทั้งจากค่าเงินบาทอ่อนค่าและการส่งออกดีขึ้น จะสนับสนุนแต่ละกิจการมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่การบริหารจัดการและแผนในการทำธุรกิจบริษัท







