
เอราวัณแตกเชน
“เอราวัณ” พร้อมมองตัวเลือกแบรนด์ใหม่เชนอินเตอร์ มาใช้รองรับขยายฐานลูกค้าใหม่
“เอราวัณ” พร้อมมองตัวเลือกแบรนด์ใหม่เชนอินเตอร์ มาใช้รองรับขยายฐานลูกค้าใหม่
นางกมลวรรณ วิปุลากร กรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนพิจารณาเลือกแบรนด์โรงแรมใหม่ๆ ที่เครือโรงแรม (เชน) ระดับนานาชาติเพิ่งเปิดตัว นอกเหนือจากแบรนด์โรงแรมที่บริษัทเคยเลือกใช้อยู่แล้ว เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เนื่องจากปัจจุบันฐานลูกค้าท่องเที่ยวขยายออกไปมาก มีกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น กลุ่มคนอายุน้อยที่เดินทาง และกลุ่มมิลเลนเนียล (อายุ 20-34 ปี) ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากนักท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ แต่ละกลุ่มอายุชื่นชอบรูปแบบโรงแรมที่ต่างกัน
“ถ้าจะเลือกแบรนด์ใหม่ คงดูที่กลุ่มโรงแรมระดับกลางจนถึงโรงแรมคุ้มค่าเงิน กลุ่มโรงแรมระดับนี้มีลูกค้าที่เน้นเรื่องการออกแบบ ที่ผ่านมาค่อนข้างพอใจกับกลุ่มเชนนานาชาติที่บริษัทใช้บริการอยู่ ทั้ง
ไฮแอท แอคคอร์โฮเทล แมริออท และไอเอชจี หากสนใจเลือกแบรนด์ใหม่ ก็อาจเลือกจากแบรนด์ที่อยู่ในเชนเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือแบรนด์นั้นต้องเป็นแบรนด์ที่เชนไปเปิดตัวในที่ต่างๆ มาแล้ว มีตัวอย่างให้บริษัทได้พิจารณาผลตอบรับ และกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าใหม่ที่บริษัทมั่นใจว่าโต”
ขณะที่แผนปี 2560 บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10-15% จากปี 2559 ส่วนในปี 2559 คาดว่าอัตราเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมในเครือจะอยู่ในระดับ 80% โดยวางเป้าหมายรายได้รวมเติบโต 6% จากปี 2558 ที่มีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 73% รายได้รวมกว่า 5,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ การวางเป้าหมายรายได้ปี 2559 ประเมินรวมผลกระทบกรณีทางการไทยปราบทัวร์ศูนย์เหรียญกระทบโรงแรมระดับล่าง และผลจากเดือน ต.ค. ไทยอยู่ในภาวะโศกเศร้าจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลูกค้าต่างชาติย้ายไปจัดงานเฉลิมฉลองที่ประเทศอื่นแทนหรือบางรายเลื่อนจัดงานจากปี 2559 มาเป็นปี 2560
นางกมลวรรณ กล่าวว่า บริษัทวางแผนงาน 5 ปี คือ 2559-2563 ไว้ว่า ใช้เงินลงทุน 1 หมื่นล้านาท เน้นลงทุนในตลาดที่การเติบโตสูง ซึ่งก็คือการเน้นลงทุนในไทย ฟิลิปปินส์ การขยายงานจะเน้นที่กลุ่มโรงแรมระดับกลางถึงโรงแรมคุ้มค่าเงิน ในปี 2563 จะมีโรงแรม 95 แห่ง รวมห้องมากกว่า 1 หมื่นห้อง ให้น้ำหนักที่การลงทุนโรงแรมฮ็อป อินน์ ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมราคาประหยัด
สำหรับไทยหากเป็นโรงแรมฮ็อป อินน์ ตั้งเป้าหมายมี 50 แห่ง ในปี 2563 ปี 2558 เปิดไปแล้ว 15 แห่ง และปี 2559 มีเพิ่มอีก 7 แห่ง ส่วนแบรนด์อื่นในไทยมี 18 แห่ง หนาแน่นในกรุงเทพฯ พัทยา และกระบี่ กลุ่มนี้จะเพิ่มอีก 7 แห่ง จากนี้ไปถึงปี 2563 ขณะที่ในฟิลิปปินส์จะมีโรงแรม 20 แห่ง ในปี 2563







