
สินค้าบาปรับมือ ภาษีสรรพสามิตใหม่
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในที่สุดร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ก็ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 3 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้ก็จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับในเดือน ม.ค. 2560 โดยกฎหมายกำหนดให้มีเวลา 180 วัน ให้กรมสรรพสามิตออกกฎหมายลูกเพื่อเก็บภาษีภายใต้โครงสร้างใหม่ในกลางปี 2560 เป็นต้นไป
สาระสำคัญของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ จะมีการเปลี่ยนการเก็บภาษีจากเดิมที่ใช้ฐานราคาหน้าโรงงานสำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ และราคาสำแดงนำเข้าสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ มาเป็นจากฐานราคาขายปลีก หรือราคาแนะนำสุดท้าย เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการภายในและนำเข้ามากขึ้น รวมถึงทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมีประสิทธิภาพและรั่วไหลน้อยลง
ผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตเพิ่มขึ้นทันที 10-20% ของการเก็บภาษีที่เก็บได้อยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อตอนอนุมัติร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ ว่าจะต้องไม่ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระภาษีเพิ่มมากขึ้น จนผลักภาระไปให้กับผู้บริโภค ดังนั้นในระหว่าง 180 วันนี้ กรมสรรพสามิตก็จะทำการลดอัตราภาษีสรรพสามิตในแต่ละสินค้าลง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ก็จะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตเพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะในส่วนของสินค้านำเข้าทั้งบุหรี่ สุรา เบียร์ ไวน์ รวมถึงรถยนต์นำเข้า ที่ผ่านมามีการสำแดงราคานำเข้าต่ำกว่าเป็นจริงมาก เมื่อเก็บภาษีจากราคาขายปลีกจะทำให้สินค้ากลุ่มนี้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการลดอัตราภาษีลงมาก็ตาม
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ในช่วงการพิจารณากฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่ ต้องเผชิญกับเสียงร้องคัดค้านของภาคเอกชนในเรื่องข้อกำหนดการคำนวณราคาขายปลีกของผู้ผลิตว่าจะต้องคำนวณมาจากค่าบริหารจัดการต่างๆ ตามที่กรมกำหนด เพราะเอกชนมองว่าการตั้งราคาควรจะปล่อยให้ธุรกิจมีอิสระ อีกทั้งเรื่องการเปิดเผยโครงสร้างราคาซึ่งผู้ประกอบการกังวลเรื่องความลับทางการค้า ซึ่งกรณีนี้ สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาว่าได้มีการแก้ไขตามข้อกังวลนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการสบายใจ
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตคาดการณ์เป้าการจัดเก็บภาษีปีงบประมาณ 2560 อยู่ที่ 5.49 แสนล้านบาท แต่การเก็บจริงอาจจะสูงถึง 6 แสนล้านบาท และประเมินว่าใน 5 ปีข้างหน้าจะเก็บภาษีสรรพสามิตได้ถึง 8 แสนล้านบาท
ส่วนหนึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ของเศรษฐกิจที่รัฐบาลมีเป้าหมายทำให้เศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2560 ขยายตัวได้เต็มศักยภาพปีละ 4-5%
นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขยายตัวของภาษีสรรพสามิตใหม่มาจากภาษีใหม่ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตปรับตัวกันครั้งใหญ่ เพื่อไม่ให้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นจนเป็นต้นทุนของบริษัท หรือต้องผลักภาระไปให้กับผู้บริโภคจนกระทบกับยอดขายหายไป และทำให้รายได้และกำไรของบริษัทลดลงในที่สุด
สินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดของภาษีสรรพสามิตใหม่คงหนีไม่พ้นสินค้าบาปทั้งสุรา เบียร์ บุหรี่ ซึ่งมีการเก็บภาษีแบบผสม คือ เก็บตามมูลค่าของสินค้าและตามปริมาณ ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่เสียภาษีตามมูลค่า ซึ่งการเก็บภาษีจากราคาขายปลีกทำให้การเสียภาษีตามมูลค่ามีภาระภาษีมากขึ้น ก็จะทำให้ผู้ประกอบการวางแผนเสียภาษีสรรพสามิตตามปริมาณมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีต่ำกว่าด้านราคา
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตก็ดูเหมือนจะรู้ทัน เพราะในช่วงของการปรับลดอัตราภาษี ซึ่งอาจจะมีการปรับอัตราเก็บจริงในขาของราคาให้ลดลง แต่ก็จะเพิ่มอัตราการเก็บภาษีในขาของปริมาณให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้สินค้าบาปทั้งสุรา เบียร์ และบุหรี่ มีช่องหลบไปเสียภาษีต่ำ ทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตตั้งแต่ปีหน้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง







