
อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังเข้าใกล้วันหยุดสิ้นปี
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ/อัญชลี ซิงห์/วรดา ตันติสุนทร ผู้ชำนาญการ งานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ/อัญชลี ซิงห์/วรดา ตันติสุนทร ผู้ชำนาญการ งานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.80-36.10 ในสัปดาห์นี้ เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบต่อเนื่อง เนื่องจากกิจกรรมซื้อขายและสภาพคล่องในตลาดจะอยู่ที่ระดับต่ำในช่วงวันหยุดคริสต์มาสและก่อนวันหยุดปีใหม่ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของปี ทำให้เราน่าจะเห็นตลาดนิ่งๆ ซึ่งแตกต่างจากช่วงตลอดปีที่ผ่านมาที่เห็นความผันผวนในระดับสูง โดยในสัปดาห์นี้ ช่วงต้นสัปดาห์มีหลายตลาดการเงินสำคัญของโลก อาทิ สหรัฐ อังกฤษ และยูโรโซน ปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส
สำหรับข้อมูลทางเศรษฐกิจในตลาดโลกจะมีการรายงานที่น้อยลงมาก อย่างไรก็ตามในตลาดไทย กระทรวงพาณิชย์จะประกาศตัวเลขส่งออกในวันนี้ นักวิเคราะห์โดยรวม คาดว่าการส่งออกในเดือน พ.ย.จะปรับตัวขึ้น 2.00% YoY เมื่อเทียบกับการปรับลง 4.20% YoY ในเดือน ต.ค. นอกจากนี้เมื่อวันศุกร์นี้แบงก์ชาติจะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยด้วย เราคาดว่าตัวเลขเหล่านี้จะไม่ส่งผลต่อเงินบาทมาก เนื่องจากตัวเลขเหล่านี้อาจจะยังสะท้อนถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยอยู่
ด้านการเคลื่อนไหวของค่าเงินในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 35.85 ในสัปดาห์นี้และมีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายเดือน ธ.ค.การซื้อขายมีอย่างเบาบางทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ 35.77-36.08 โดยตลาดยังคงซื้อขายตามแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่เร็วขึ้นในปีหน้า ค่าเงินบาทถือว่าเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ทั้งนี้ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาทถูกกดดันด้วยประเด็นเรื่องความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้นักลงทุนขายเงินหยวนเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อค่าเงินเอเชียโดยรวม
อีกทั้งประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและตุรกี และการก่อการร้ายในเยอรมนี ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเห็นแรงขายออกจากตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงไทยด้วย ทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นราว 3,300 ล้านบาท ภายในวันเดียว ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปแต่ระดับ 36.01 ในช่วงกลางสัปดาห์มีการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมที่ 1.50% เป็นครั้งที่ 13 ติดต่อกัน แต่ไม่ได้กระทบกับค่าเงินบาทมากนักเพราะเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยในช่วงกลางและท้ายสัปดาห์ค่าเงินบาทมีทิศทางทรงตัว โดยค่าเงินบาทปิดสัปดาห์ที่ 35.99
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.0442 โดยในสัปดาห์นี้การอ่อนค่าของเงินยูโรปรับชะลอลงบ้าง หลังจากที่เข้าใกล้สิ้นปี ทำให้การซื้อขายเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลให้กรอบการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่แคบลง ทั้งนี้ยังถือว่ามีประเด็นที่รบกวนยุโรปบ้าง โดยเฉพาะความกังวลต่อการก่อการร้ายที่เยอรมนี มีการรายงานว่า คนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนในตลาดคริสต์มาสของกรุงเบอร์ลิน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 50 รายด้วยกัน ขณะที่มีประเด็นเรื่องเสถียรภาพด้านสถาบันการเงินของประเทศใหญ่เป็นอันดับ 3 ในยูโรโซนอย่างอิตาลี มารบกวนใจ หลังจากที่ธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หรือ Monte dei Paschi di Siena เริ่มหมุนเงินไม่ทัน และมีความต้องการเงินจำนวน 5,000 ล้านยูโร เพื่อมาช่วยธนาคาร ทำให้รัฐบาลอิตาลีต้องออกมายื่นขอความช่วยเหลือด้วยการจัดตั้งกองทุนเป็นจำนวน 2 หมื่นล้าน ประเด็นนี้ สร้างความกังวลต่อยุโรป และข่าวดังกล่าวส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าเล็กน้อย แต่ถือว่าไม่ได้มีผลอย่างมีนัยสำคัญนัก ช่วงท้ายสัปดาห์ ค่าเงินยูโรปิดตลาดที่ระดับ 1.0456 (ณ วันศุกร์ เวลา 16.50 น.)
สำหรับค่าเงินเยนเห็นการอ่อนค่าต่อ หลังจากเปิดตลาดที่ระดับ 117.87 และเห็นการเคลื่อนไหวที่มีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเป็นไปในกรอบแคบเช่นเดียวกับสกุลเงินหลักอื่นๆ เนื่องจากวอลุ่มการซื้อขายที่บางเบาลงตามการเข้าใกล้เทศกาลวันหยุด นอกจากนี้ ตลาดญี่ปุ่นยังปิดทำการเร็วกว่าตลาดอื่นๆ โดยในวันศุกร์ ปิดทำการตามวันหยุด Emperor’s Birthday โดยค่าเงินปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 117.34 (ณ วันศุกร์ เวลา 16.50 น.)
สำหรับภาวะในตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการออกหุ้นกู้ของบริษัทต่างๆ มากมาย อาทิ หุ้นกู้ของบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ A- ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไป อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.73% มูลค่า 1,000 ล้านบาท และอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.48% มูลค่า 1,000 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ AA- ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ อายุ 1.5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.41% มูลค่า 4,300 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.71% มูลค่า 1,000 ล้านบาท และอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.79% มูลค่า 1,100 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังมีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท การบินไทย ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อของหุ้นกู้ที่ A ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.97% มูลค่า 500 ล้านบาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.45% มูลค่า 500 ล้านบาท อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.66% มูลค่า 1,000 ล้านบาท อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.35% มูลค่า 3,000 ล้านบาท และอายุ 12 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.66% มูลค่า 2,000 ล้านบาท
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมา ทั้งยอดการสร้างบ้านใหม่ ซึ่งหดตัวเล็กน้อยในเดือน พ.ย.และตลาดแรงงานซึ่งอัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 4.6% ต่ำสุดในรอบมากกว่า 9 ปี และคาดว่าอัตราการว่างงานน่าจะลดลงเรื่อยๆ ในปีหน้า แต่โดยรวมตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวมาก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี เคลื่อนไหวในกรอบ 2.53-2.59% เนื่องจากติดช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสของสหรัฐ และในส่วนของฝั่งเอเชีย เริ่มจากธนาคารกลางญี่ปุ่นคงมาตรการ QQE และยังคง Yield Curve Control ไว้เท่าเดิมที่ -0.1% และอัตราดอกเบี้ย 10 ปีที่ 0% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาด
ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% โดย กนง.ได้ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวตามคาด แม้ว่าในส่วนของการท่องเที่ยวจะชะลอลงเล็กน้อย และ ธปท.ยังคงประมาณการจีดีพีของปีนี้ไว้ที่เท่าเดิม 3.2% และสำหรับปี 2017 ยังคงประมาณการไว้ที่ 3.2% เท่าเดิม
สำหรับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เนื่องจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในปีหน้า และปริมาณการซื้อในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นค่อนข้างน้อย ในส่วนของหุ้นกู้ในตลาดรองอัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นตามผลตอบแทนของพันธบัตรไทย และช่วงต้นปีตลาดคาดการณ์ว่าหุ้นกู้ในตลาดแรกออกมาค่อนข้างมาก ทำให้นักลงทุนมีตัวเลือกในการลงทุนมากขึ้น สิ้นสุดสัปดาห์อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 3, 5, และ 10 ปี อยู่ที่ 1.93% 2.31% และ 2.89% ส่วนของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 3 ปี อยู่ที่ 2.29% รุ่นอายุ 5 ปี 2.56% รุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 3.1%







