
ธปท.ชู3ปัจจัยดันจีีดีพีโตสูง
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีโอกาสโต
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีโอกาสโตมากกว่า 3.2% หากเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าคาด โครงการลงทุนรัฐเดินหน้าได้เร็วและราคาสินค้าเกษตรปรับขึ้น พร้อมเผยแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีข้างหน้า มุ่งกำกับดูแลการบริการทางการเงินผ่านมือถือนำบิ๊กดาต้ามาวิจัยเพื่อกำหนดทิศทางการกำกับดูแล
วิรไท กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ทบทวนและคงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีหน้าไว้เท่าเดิม 3.2% ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ในช่วงปลายปี แต่ปีหน้าเป็นปีที่มีปัจจัยหลากหลายที่อาจมีผลต่อจีดีพีให้สูงขึ้นและต่ำลง
ทั้งนี้ หากปีหน้ามี 3 ปัจจัยบวกอาจทำให้จีดีพีมีโอกาสโตได้มากกว่า 3.2% คือ 1.เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นกว่าคาด ขณะนี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญหลายด้านของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ที่อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้ ไทยจะได้รับอานิสงส์จากการค้าที่เพิ่มขึ้น มีส่วนทำให้จีดีพีโตสูงกว่าคาดได้
2.โครงการลงทุนของภาครัฐหลายโครงการอยู่ในขั้นตอนนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลจริง หากทำได้เร็วกว่าที่คาด จีดีพีจะโตได้มากกว่าที่คาดเช่นกัน และ 3.ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะมีบทบาทสำคัญ ถ้าปีหน้าราคาปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยโตได้มากกว่า 3.2%
“ใน 1-2 ปีข้างหน้าที่รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพที่ 4-5% มีความเป็นไปได้ ถ้าเราสามารถช่วยกันยกระดับและปฏิรูปจริงจัง” วิรไท กล่าว
นอกจากนี้ ธปท.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยจะมุ่งดูแลมาตรการการให้บริการทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ส่งเสริมให้ผู้ให้บริการทางการเงิน รวมทั้งเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ให้มีการแข่งขัน สร้างนวัตกรรมและบริการทางการเงินดิจิทัลที่ครบวงจร รวมทั้งสนับสนุนบทบาทของผู้บริการเฉพาะทาง (Niche Players) เพื่อลดช่องว่างของการเข้าถึงบริการทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม ธปท.จะสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงของระบบการเงินกับต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตที่สูง ซึ่งจะช่วยให้ภาคเอกชนได้รับความสะดวกในการทำธุรกรรมโดยไม่ต้องใช้สกุลกลางอย่างเงินเหรียญสหรัฐที่มีความผันผวนสูง
ขณะเดียวกัน ธปท.จะให้ความสำคัญกับการวิจัยโดยนำถังข้อมูล (Big Data) ที่มีจำนวนมากในทุกฝ่ายงานมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น โดยจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์วิจัยเพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และในการดูแลสถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับการตรวจสอบด้านมาตรฐานระบบไอทีเพื่อความปลอดภัยและมั่นใจในการใช้งานของผู้บริโภค
เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.จะนำเครื่องมือใหม่ๆ นอกเหนือจากดอกเบี้ยนโยบายมาดำเนินนโยบายการเงินนั้น ธปท.จะศึกษาเครื่องมือใหม่ๆ จากต่างประเทศประกอบด้วย แต่การปรับใช้ต้องดูให้สอดคล้องกับระบบการเงินของไทย แต่ไม่ได้บอกว่าต่างประเทศมีการทำคิวอีแล้ว ธปท.จะทำคิวอีด้วย คงไม่ใช่







