
มะม่วงกัมพูชา ทะลักเข้าไทย?
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
กรมวิชาการเกษตรของไทย ได้มีประกาศเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2559 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าด้วย เรื่อง “เงื่อนไขการนำเข้าผลมะม่วงสดจากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2559” โดยมีสาระสำคัญ คือ การอนุญาตให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเข้ามะม่วงจากกัมพูชาได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกรมวิชาการเกษตรไทยและองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติ (NPPO) โดยผู้นำเข้าไทยจะต้องจดทะเบียนพาณิชย์และมีใบอนุญาตนำเข้าอาหารและสิ่งที่ต้องห้ามจากการค้า ส่วนผู้ส่งออกกัมพูชาต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชที่ออกโดย NPPO และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (ฟอร์ม ดี) ออกโดยกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา ทั้งนี้เพื่อยกเว้นภาษีสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งเอกสารของผู้ส่งออกทั้งสองอย่างต้องระบุชื่อผู้นำเข้าให้ตรงกัน
มะม่วงในกัมพูชามีหลากหลายชนิดครับ เช่น มะม่วงแก้วจัน มะม่วงแก้วละเมียด หรือ “แก้วขมิ้น” มะม่วงแก้วละมุน และมะม่วงแก้วพงมอน เป็นต้น แต่มะม่วงที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยปริมาณมากในขณะนี้ คือ “มะม่วงแก้วขมิ้น” ซึ่งกัมพูชาผลิตได้ปีละ 1,000 ตัน ส่วนใหญ่ปลูกในจังหวัดกัมพงสปรือ ที่เหลือปลูกในจังหวัดพระตะบอง และจังหวัดอื่นๆ มะม่วงแก้วขมิ้นมีการนำเข้ามากที่สุดที่ด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี การนำเข้ามะม่วงที่ด่านบ้านผักกาดเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี จาก 800 ตัน ในปี 2556 เป็น 1,144 ตัน มีการนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชากิโลกรัม (กก.) ละ 10 บาท แล้วขายต่อให้กับโรงงานใน จ.ราชบุรี สัดส่วน 30% ซึ่งมารับซื้อเองเพื่อไปทำมะม่วงอบแห้งและขายให้กับผู้ซื้อรายย่อยในตลาดสัดส่วน 70%
มีการนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นมาขายวันละ 70-80 ตัน หรือเดือนละ 200 ตัน รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเหลือประมาณ 6 หมื่น-1 แสนบาท การออกระเบียบการนำเข้ามะม่วงดังกล่าวข้างต้นนั้น ทำให้ล้งไทยรายนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 2 แสนบาท (1 เดือนนำเข้า 11 ครั้ง) ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้ปัจจุบันจึงมีบริษัทที่ไม่ต้องการจดทะเบียนให้ถูกต้อง เพราะเกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ที่น่าสนใจอีกอย่างคือมะม่วงที่นำเข้ามาบางครั้งมีการสำแดงไม่ตรงกันกับเอกสาร จากด่านฯ มะม่วงแก้วขมิ้นจะเข้าสู่ตลาดไทมากกว่าตลาดสี่มุมเมือง
นอกจากล้งไทยที่ด่านบ้านผักกาด ยังมีนักธุรกิจชาวกัมพูชาที่ตลาดไทนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นมาขายวันละ 1,000 ลัง ลังละ 25 กก. ส่วนช่วงปลายปีจะนำเข้าวันละ 7,000 ลัง ราคารับซื้อจากกัมพูชา 10-12 บาท/กก. ราคาขายส่งให้แม่ค้าในตลาดไท 15 บาท/กก. แม่ค้าตลาดไทยขายต่อ 17-18 บาท/กก. ขายปลีกลูกละ 20-30 บาท เหตุผลที่สำคัญที่ทำให้มะม่วงแก้วขมิ้นเข้ามาในประเทศไทยมาก เพราะ 1.ความต้องการมะม่วงแก้วขมิ้น ทั้งจากผู้บริโภคในไทยและโรงงานแปรรูปที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต โดยเฉพาะในตลาดแอฟริกาและยุโรป
2.ผลผลิต/ไร่มะม่วงแก้วขมิ้นสูงกว่ามะม่วงอื่นของไทย 3.รสชาติมะม่วงแก้วขมิ้นมี 3 รส (เปรี้ยว หวาน มัน) และสีเหลืองขมิ้นที่สวย มะม่วงพันธุ์ไทยที่มีรสชาติใกล้เคียงกับแก้วขมิ้น คือ “มะม่วงมันขายตึก” 4.ผลผลิตมะม่วงพันธุ์ไทยลดลง และหากินได้ยากมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะ “มะม่วงแก้วไทย” 5.ราคาถูกเมื่อเทียบกับมะม่วงชนิดอื่นๆ แก้วขมิ้น 20-30 บาท/กก. และ 6.เป็นมะม่วงที่ทนต่อสภาพความแห้งแล้งและมีช่อดอกที่แข็งแรงทำให้ติดผลดก
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ปัจจุบันเกษตรกรได้หันมาปลูกแก้วขมิ้นมากขึ้น เช่น ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เกษตรกรปลูก 40 ไร่ ได้ผลผลิต 1.2แสน กก./ปี ขายส่ง กก.ละ 20 บาท ทำให้มีรายได้หักค่าใช้จ่าย เหลือ 2 ล้านบาท/ปี หรือเดือนละ 1.6 แสนบาท จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า “มะม่วงแก้วขมิ้น” จึงเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่น่าสนใจ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกรไทยเพราะไม่ใช่เฉพาะไทยที่ต้องการเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ขณะนี้จีนและเกาหลีใต้นำเข้าแก้วขมิ้นจากกัมพูชาจำนวนมากครับ







