posttoday
ลงทุนเอกชนแป้ก ต้นเหตุเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ

ลงทุนเอกชนแป้ก ต้นเหตุเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ

23 ธันวาคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยขยายตัวอยู่ในระดับ 2-3% ต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประเมินปีหน้าน่าจะโตที่ 3.2% ซึ่งอัตราการเติบโตเท่านี้ หน่วยงานรัฐทั้ง ธปท.และกระทรวงการคลังเห็นว่าเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง

ประมาณกันว่าหากเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเต็มศักยภาพตามพื้นฐานที่แท้จริงแล้ว จีดีพีควรจะขยายตัวได้ถึง 4-5% แต่เวลาผ่านมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่อาจเบ่งตัวเลขหลุดจากอัตรา 3% ไปได้เลย ทั้งที่รัฐบาลเองก็พยายามสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการขยายตัว

ความหวังที่จะให้เศรษฐกิจไทยโตได้เต็มศักยภาพไม่ได้เป็นการพูดกันลอยๆ เพราะก่อนหน้านี้ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมี 5 วาระสำคัญ ตั้งเป้าจะดันเศรษฐกิจไทยให้โตตามศักยภาพที่ปีละ 5-6% โดยการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 จะทำให้ครอบคลุม
เป้าหมายใน 4 มิติ คือ 1.ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ โดยจะปรับระบบเศรษฐกิจปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเน้นการผลิตเพื่อส่งออก เป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่า ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศไทยพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง มีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ จากเดิมที่โตเฉลี่ยปีละ 3-4% เพิ่มเป็น 5-6% ตามศักยภาพที่ควรจะเป็นของประเทศภายใน 5 ปี

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า การที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพเป็นเพราะเอกชนไม่ยอมลงทุน ซึ่งเป็นการมองตรงกับ ธปท.ที่เห็นว่าการลงทุนที่แทบไม่ขยายตัวของเอกชน เป็นปัจจัยลบที่ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว

แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะผลักดันนโยบายใดออกมาตัวขับเคลื่อนสำคัญ อย่างการลงทุนก็ไม่ขยับ ทั้งนี้หากดูจากสัดส่วนในจีดีพี จะพบว่าสัดส่วนการลงทุนภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 6% ของจีดีพี ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่ 18% ของจีดีพี  การลงทุนภาคเอกชนของไทยไม่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมานานหลายปี  เอกชนเห็นว่ายังมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่อีกพอสมควร แถมความชัดเจนทางการเมืองที่จะเป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติขนเงินมาลงทุนกับไทยก็ยังไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นได้ตามโรดแมปที่รัฐบาลประกาศไว้หรือไม่

ขณะที่สัดส่วนของภาคส่งออกอยู่ที่ประมาณ 60% ของจีดีพีก็ยังขยายตัวได้ไม่มากนัก โดยปีหน้ายังมีโอกาสที่จะติดลบได้ เนื่องจากความต้องการซื้อหรืออุปสงค์ในตลาดต่างประเทศก็ยังไม่ได้กลับมาชัดนัก จากภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าที่ยังไม่ฟื้นตัวดี แถมยังอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐด้วย ทำให้ส่งออกซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำคัญก็ยังไม่โตเต็มที่

ด้านภาคการท่องเที่ยวและบริการที่มีประมาณ 13-14% ของจีดีพี ยังไม่แน่ว่าจะโตได้อย่างที่คาดไว้ เนื่องจากการท่องเที่ยวถูกกระทบจากการจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ธปท.คาดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจะหายไปประมาณ 1.2 ล้านคน ส่วนปีหน้าน่าจะหายไปอีกประมาณ 2.2 ล้านคน ส่วนภาคบริการที่เศรษฐกิจไทยกำลังจะปรับทิศทางประเทศเพื่อมุ่งเติมโตจากด้านนี้มากขึ้นตามแผนไทยแลนด์ 4% นั้น ก็ยังมีประเด็นเรื่องความพร้อม ทั้งในแง่แรงงานที่จะมารองรับนวัตกรรมใหม่ๆ จะเกิดขึ้นได้มากแค่ไหนยังต้องติดตาม

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้ความเห็นที่การลงทุนภาคเอกชนที่ยังโตและมีการชะลอการลงทุนมานาน น่าจะมีสาเหตุมาจากกำลังการผลิตในไทยใช้ในระดับต่ำอยู่ที่ประมาณ 60% ยังมีเหลือ ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะไปลงทุนเพิ่มหรือขยายการผลิตอีกน้อยลงไป ทำให้ภาคเอกชนยังไม่มีการนำเข้าเครื่องจักร และยังไม่ต้องทำอะไรมาก แต่จริงๆ ในแง่เครื่องจักรเราก็เริ่มจะล้าสมัย ถ้าปล่อยทิ้งไปอาจขาดนวัตกรรมในการผลิต

“ถ้าไทยเรายังผลิตสินค้าเดิมๆ เราก็ขายสินค้าในตลาดโลกไม่ได้ นี่เป็นโจทย์ที่เป็นมานาน ฉะนั้น ถึงรัฐบาลจะให้สิทธิพิเศษต่างๆ ในการลงทุนจากการนำเข้าเครื่องจักรใหม่ๆ แต่เอกชนก็ไม่ทำ เพราะมันไม่คุ้ม” อมรเทพ กล่าว

อมรเทพ กล่าวต่อว่า 2. ความเชื่อมั่น หากลงทุนไปแล้วจะขายได้หรือไม่ ในเมื่อตลาดโลกส่งออกก็ลำบาก การขายสินค้าในประเทศ ตลาดในประเทศก็ไม่ได้โต ดังนั้นต้องดูว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนลงทุนตามได้มากแค่ไหน ในแง่เศรษฐกิจโลกเราสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ จากนโยบายทรัมป์ที่สร้างความสับสนระยะสั้น แต่ไม่ได้วิกฤต เศรษฐกิจโลกยังโตต่อไปได้ รอแค่ความชัดเจนึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้นได้ แต่คงไม่ได้โตสูง โดยปีหน้าคาดว่าโตที่ 1.4% 

สำหรับผลจากการเมืองที่ยังไม่มีการเลือกตั้งจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนหรือไม่นั้น  มองว่านักลงทุนไทยน่าจะเข้าใจบรรยากาศของการเมืองไทยว่าเป็นอย่างไร เพราะอย่างน้อยโรดแมปของรัฐบาลก็ออกมาชัดเจนแล้ว อย่างน้อยๆ ถึงในปลายปีหน้ายังไม่มีการเลือกตั้ง แต่กระบวนการในการจัดการเลือกตั้งน่าจะออกมาแล้ว ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะมีการเลือกตั้งได้ในปีถัดไป

อมรเทพ กล่าวต่อว่า ด้านโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากภาคการผลิตนำมาเป็นภาคบริการมากขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั่วโลกไม่ใช่แค่ไทย ซึ่งมีผลให้สัดส่วนการผลิตลดลงทุกประเทศ อย่างเยอรมนีถึงสัดส่วนจะสูงมากก็อยู่ที่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ปรับมาเน้นภาคบริการแล้วลงทุนจะน้อย แต่ต้องดูว่าการปรับทิศไปเป็นไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเน้นที่ภาคบริการ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ ที่จะมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจได้แค่ไหน ซึ่งต้องดูว่าแรงงานไทยจะมีทักษะ หรือนวัตกรรมจะรองรับได้อย่างไร

สรุปแล้วภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอนจากหลายด้าน ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจไทยในความเป็นจริงจะโตไปไม่ถึงฝั่งฝันที่อยากโต 4-5% ในปีหน้า ยังดูห่างไกลหากไม่ได้การลงทุนภาคเอกชนมาช่วยผลักดัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท