
หนทางสู่ประเทศไทย4.0 ใช้คนเก่งคุมทีมผู้เชี่ยวชาญ
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
นโยบายประเทศไทย 4.0 ผลักดันเมืองไทยให้หลุดพ้นประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดแทบทุกเวทีเรื่องดิจิทัลเวลานี้ ล่าสุดในงานประกาศความสำเร็จจากการประกวดผลงานด้านซอฟต์แวร์ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอพิกต้า) ที่กรุงไทเป ไต้หวัน ก็ไม่ขาดประเด็นนี้เช่นกัน
เฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ซีที เอเชีย โรบอติกส์ กล่าวถึงโอกาสอุตสาหกรรมไอทีไทยบนเวทีโลกในงานเอพิกต้าว่า หากจะผลักดันประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 แต่วิธีผลิตคนของไทยยังเป็นแบบเดิมคงไม่มีทางถึง 4.0 ได้จริง ที่ผ่านมาไทยเน้นผลิตนักรบคือผลิตคนเก่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านป้อนบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทย แต่กลับไม่ได้สอนเรื่องพื้นฐานทั่วไปให้คนเก่งเป็นผู้ประกอบการที่ประกอบคนเก่งเข้าด้วยกันได้ ซึ่งคนเก่งส่วนใหญ่มีข้อเสียคือ เวลาต้องใช้เรื่องพื้นฐานทำอะไรกลับมีความเป็นตัวเองสูง ประสานงานลำบาก และมักมองเฉพาะเรื่องที่
ตัวเองเชี่ยวชาญ มองเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับตัวเองเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการไปสู่ประเทศไทย 4.0
“คนไทยเก่งแก้โจทย์เพราะถูกฝึกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ แต่ไม่ถนัดตั้งโจทย์เอง เหมือนกับขาดคนแบบเล่าปี่ แต่มีคนแบบขงเบ้งเต็มไปหมด ถ้าหากไทยแบ่งคนเก่งให้ข้ามห้วยจากสิ่งที่ตัวเองเก่งไปหาคนที่มีความรู้ด้านอื่นแล้วเป็นผู้ประกอบการที่รวบรวมคนที่เก่งด้านอื่นมาหลอมรวมกันก็จะสร้างความเป็นเลิศได้ โดยผู้ประกอบการคนเก่งต้องตั้งโจทย์เองได้ ที่สำคัญต้องกำหนดเส้นตายตอบโจทย์นั้นให้ตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็จะทำแบบเรื่อยๆ” เฉลิมพล กล่าว
เฉลิมพล กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไทยต้องทำให้เกิดหลังจากนี้คือ การศึกษาของไทยต้องเปลี่ยนค่านิยมใหม่ ปัจจุบันค่านิยมมองว่าคนเก่งต้องเป็นหมอ เป็นวิศวกร ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไทยจะเป็นได้แค่ผู้ที่ปั้นคนเก่งให้ประเทศอื่นๆ ที่รู้จักวิธีการประกอบคนเก่งนำคนไทยที่เก่งไปใช้ เช่น สิงคโปร์ ที่ประเทศมีประชากรน้อย ยากที่จะปั้นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเอง วิธีของสิงคโปร์คือสร้างคนเก่งขึ้นมาเป็นผู้นำหาคนเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ต่างๆ มารวมกัน
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า คนเก่งทุกคนต้องเป็นคนประกอบคนเก่งได้ หากมีคนเก่ง 100 คน แล้วดึงคนเก่ง 20% มาเป็นคนที่คอยประกอบคนเก่งก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะเวลานี้ที่ไทยขาดแคลนคนประกอบคนเก่งมากๆ อาจจำเป็นต้องใช้คนเก่ง 30-40% มาเป็นคนที่ประกอบคนเก่ง เช่น นำวิศวกรและแพทย์มารวมกันเพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่มาใช้ทางการแพทย์
ธนชาติ นุ่มนนท์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) กล่าวว่า สมาคมร่วมกับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ประกาศความสำเร็จจากการประกวดผลงานด้านซอฟต์แวร์ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่กรุงไทเป ไต้หวัน โดยมีทีมไทยคว้ารางวัล 8 รางวัล หนึ่งในนั้นเป็นรางวัลชนะเลิศคือ บริษัท อีคาร์ทสตูดิโอ จากหมวดแอพพลิเคชั่นด้านการเงิน
จากที่ได้เป็นกรรมการร่วมตัดสินในงานนี้มาแล้ว 16 ครั้ง สิ่งที่พบคือ ประเทศอื่นเข้ามาร่วมประกวดผลงานมากขึ้น อีกทั้งแต่ก่อนคิดว่าซอฟต์แวร์ของไทยในแง่เทคโนโลยีไล่ทันต่างประเทศแต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น มีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (ไอโอที) และข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) ทำให้ได้เห็นช่องว่างของเทคโนโลยีที่มากขึ้นระหว่างไทยและต่างชาติ บางหมวดการแข่งขันเทคโนโลยีของประเทศอื่นล้ำหน้าไปมาก ทีมไทยเริ่มตามไม่ทัน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าห่วงว่าจะทำให้อนาคตเทคโนโลยีของไทยแข่งขันกับต่างชาติได้ยากขึ้น และอาจแข่งขันไม่ได้ใน 5-6 ปีข้างหน้า ดังนั้น ทีมไทยควรเร่งใช้เวทีการประกวดลักษณะนี้พัฒนาตัวเอง
เมื่อไทยโชคดีที่มีคนเก่งเชี่ยวชาญหลายด้านอยู่แล้ว ขอเพียงหนึ่งในนั้นพร้อมผนึกกำลังคนเก่งเข้าด้วยกันให้ได้ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ขึ้นมา โดยไม่ติดอยู่ในกรอบเฉพาะสิ่งที่ตัวเองถนัด อนาคตก็จะได้เห็นเทคโนโลยีของไทยเฉิดฉายในเวทีโลก นำไทยสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้







