
เอกชนเปิดศึกชิงสต็อกมันรัฐ ล็อตสุดท้าย 4 แสนตัน
หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา อนุมัติให้ขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสต๊อกรัฐบาล แบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ให้กับบริษัท JiangsuLight Industrial Products Import&Export (Group) Corporation ปริมาณ 3.5 แสนตัน และบริษัท Well Bring Limited 3.5 แสนตัน ราคา ณ หน้าคลังสินค้า 5,500 บาทต่อตัน ตามที่คณะกรรมการนโยบามันสำปะหลัง ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เสนอ
ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแวดวงพ่อค้ามันสำปะหลัง ซึ่งต้องการซื้อมันจากสต๊อกรัฐเช่นกัน และพร้อมให้ราคาสูงกว่า แต่กลับไม่ได้รับโอกาส
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการมันสำปะหลัง ระบุว่า ภายใน 12 สัปดาห์นี้อาจจะมีการเปิดระบายสต๊อกมันสำปะหลังของรัฐบาลที่เหลือทั้งหมดอีกรอบ ประมาณ 4 แสนตัน ภาคเอกชนจึงต้องการให้รัฐเปิดประมูลเป็นการทั่วไป ให้พ่อค้าคนไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอราคาแข่งขัน ซึ่งเชื่อว่ารัฐจะขายได้ราคาสูงกว่าการขายเป็นการภายในด้วยระบบจีทูจี
นายเสรี เด่นวรลักษณ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า สมาคมเตรียมหารือกับสมาชิกเพื่อทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ขอทราบข้อเท็จจริงการขายมันสำปะหลังสต๊อกรัฐบาลให้กับต่างประเทศแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีในราคาเพียงกิโลกรัมละ 5 บาท ทั้งที่หากเปิดประมูลทั่วไปจะสามารถได้ราคาสูงกว่า เพราะตอนนี้วัตถุดิบในประเทศขาดแคลนมาก ทั้งในอุตสาหกรรมเอทานอล อาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เป็นต้น
ขณะเดียวกัน สมาคมจะออกสำรวจปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังอีกครั้งเพื่อสรุปตัวเลขและจัดแถลงถึงสถานการณ์โดยรวมในวันที่ 6 ก.ย. ที่กระทรวงพาณิชย์
นอกจากปัญหาแย่งชิงสต๊อกมันสำปะหลังของรัฐบาลแล้ว ในส่วนของเกษตรกรเวลานี้ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูในไร่มันสำปะหลังด้วย ส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศที่เคยผลิตได้ 31 ล้านตันต่อปีลดลง
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประเมินว่า ปีนี้ผลผลิตมันสำปะหลังจะลดเหลือ 21 ล้านตัน แต่สมาคมผู้ค้ามันสำปะหลังไทยคาดการณ์ว่าจะมีผลิตจริงแค่ 15 ล้านตันเท่านั้น
เท่านี้ยังไม่พอ เกษตรกรยังถูกซ้ำเติมจากวิกฤตท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่จะใช้สำหรับปลูก เกิดภาวะขาดแคลนจนราคาพุ่งอีกต่างหาก ทำให้หมดทางเลือก ต้องยอมซื้อท่อนพันธุ์คุณภาพต่ำที่ผู้ปลูกขายเร่งเก็บเกี่ยวก่อนอายุครบกำหนด
แม้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจะพยายามส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐออกมาเหลียวแลแก้ปัญหาให้ แต่ดูเหมือนทุกอย่างยังคงเงียบ ไร้เสียงขานรับ แถมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าภาพหลัก ก็จัดลำดับการดูแลปัญหามันสำปะหลังเรื่องนี้ไปเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะทำ
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้เสนอโครงการอบรมเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพู งบประมาณ 20 ล้านบาท ต่อที่ประชุม ครม. เพื่อลดปัญหาผลผลิตเสียหาย ทำให้ไม่สามารถผลิตมันสำปะหลังออกมารองรับความต้องการของตลาดได้ แต่ไม่ทราบว่า ครม.จะบรรจุเข้าวาระการประชุมเมื่อไหร่
หลังจากก่อนหน้านี้กรมเคยเสนอเรื่องดังกล่าวไปครั้งหนึ่งแล้ว ใช้งบ 1,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการพิจารณา จึงต้องกลับมาปรับลดงบเสนอเข้าไปใหม่ ส่วนโครงการระยะยาวที่จะส่งเสริมให้ชุมชนผลิตท่อนพันธุ์จะพิจารณาในลำดับถัดไป
นายคำพันธ์ ตระการจันทร์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เกษตรกรลำบากมากในเรื่องการหาท่อนพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดี เพราะราคาสูงถึงท่อนละ 3 บาท จากเดิมราคาไม่ถึงบาท และพบว่าท่อนพันธุ์จำนวนมากเป็นท่อนพันธุ์อ่อน อายุไม่ถึงเกณฑ์ เนื่องจากเกษตรกรเร่งขุดเพื่อฉวยโอกาสขายในช่วงที่ราคาดี
ผลจากการใช้ท่อนพันธุ์อ่อนทำให้ผลผลิตลดลงประมาณ 50% ต่อไร่ หรือได้ผลผลิตอยู่ที่ 45 ตันต่อไร่ จากปกติจะได้ 810 ตันต่อไร่ จึงเรียกร้องให้รัฐลงมาแก้ไขเรื่องท่อนพันธุ์โดยเร็ว
“
คนที่ปลูกต้นมันหรือหัวมันในไร่ เรียกว่ายิ่งกว่าถูกหวย เพราะก่อนหน้าขายกันต้นละไม่ถึงบาท ตอนนี้ต้นละ 3 บาท ตัดได้ 3 ท่อน ราคาหัวมันก็อยู่ที่ 4.25 บาทต่อกิโลกรัมจากเดิมราคา 1.70 บาทต่อกิโลกรัม”






