
การวิจัยเพื่อสังคม vs การวิจัยเพื่อเศรษฐกิจ
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เมื่อไม่กี่วันก่อนผู้เขียนได้รับโทรศัพท์ที่ค่อนข้างกราดเกรี้ยวจากเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ในประเด็นที่ว่าบริษัทขายวัคซีนพืชในราคาที่แพงเกินจริง ทำให้เกษตรกรไทยทั่วไปไม่สามารถซื้อหาไปใช้ได้ เนื่องจากไม่มีกำลังทรัพย์พอ ทั้งๆ ที่วัคซีนนี้เป็นธรรมชาติไม่มีอันตราย ใช้ได้ผลดี ที่สำคัญคือเกิดจากการวิจัยพัฒนาของคนไทย ได้รับทุนการวิจัยจากหน่วยงานรัฐบาลไทย
ทำให้ผู้เขียนนึกถึงความเป็นมาของเรื่องการจดสิทธิบัตรที่มีแนวความคิดของสองกลุ่มต่อสู้กันมาโดยตลอด ตั้งแต่หลายๆ สิบปีที่แล้ว กล่าวคือกลุ่มหนึ่งนั้นเห็นว่า เมื่อมีการวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้เป็นผลงานออกมาแล้ว ควรจะให้แก่สังคม เนื่องจากว่าผลของการวิจัยที่เกิดขึ้นจากการลงทุนลงแรงและใช้เวลานาน ควรจะตกเป็นประโยชน์กับคนหมู่มากให้ได้มีการใช้ผลงานวิจัยนั้นจึงจะคุ้มกับทุนแรงงาน ความคิด และเวลาที่เสียไปไม่ควรจะมีการจดสิทธิบัตร แต่ถือเป็น Open Science and Technology หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือเป็นแนวคิดทางด้านศีลธรรม ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่มองทางด้านเศรษฐกิจ และเห็นว่าเมื่อผู้วิจัยต้องลงทุน ลงแรง ความคิด และเสียเวลากับการวิจัยพัฒนา บางครั้งอาจล้มเหลวไม่ได้ผลตอบแทนใดๆ กว่าจะสำเร็จก็ใช้เวลาเป็นปีๆ ยิ่งถ้าให้ดำเนินการไปจนถึงขั้นที่สามารถผลิตออกมาเป็นสินค้า ขายได้ก็ต้องข้ามส่วนที่นักวิจัยรู้จักกันดี คือที่เรียกว่า “หุบเหวมรณะ” ไปให้ได้ กว่าจะไปผลิตเป็น “Prototype” แล้วจึงค่อยๆ คืบคลานไปให้ใกล้ตลาดแล้วจึงไปสู่ตลาดได้ ก็เรียกว่า เหมือน “เข็นครกขึ้นภูเขา”หรือถ้าเป็นนักวิจัยไทย อาจเป็นการ “เข็นภูเขาขึ้นครก” เลยก็เป็นได้ ดังนั้นแนวคิดนี้จึงมองว่า ผู้วิจัยควรได้รับการคุ้มครองผลงานของตนเอง โดยการจดสิทธิบัตร เพื่อให้สามารถผูกขาดได้อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่การผูกขาดตลอดไป แต่อาจเป็น 20-25 ปี เพื่อให้ใช้ระยะเวลาเหล่านั้น ทำการตลาดและขายสินค้าให้ได้ทั้งทุนคืนและกำลังใจ เพื่อมีโอกาสคิดวิจัยสิ่งใหม่ๆ ขึ้นอีก หรือพัฒนาต่อยอดของเดิมที่ทำไว้แล้วให้ดีขึ้น การให้การคุ้มครอง และผลตอบแทน จึงเป็นแรงจูงใจให้เขาทำสิ่งที่กล่าวข้างต้น
แนวคิดทั้งสองมีการต่อสู้กันมาตลอด แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แนวคิดทางด้านเศรษฐกิจดูจะนำหน้าแนวคิดทางศีลธรรมซึ่งค่อนข้างแผ่วลงมาก จึงเกิดมีการจดสิทธิบัตรขึ้น อย่างไรก็ตามแนวคิดด้านศีลธรรมเริ่มมีกำลังขึ้นในระยะหลังๆ มานี้โดยเฉพาะในเรื่องยา ถึงขนาดที่มีศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษเคยพูดในที่ประชุมระหว่างประเทศครั้งหนึ่งว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยของตนได้รับการสนับสนุนเงินทุนวิจัยทางยาจากบริษัทยาหลายแห่งที่ร่วมลงขันกันเพื่อให้วิจัยยาที่เป็นยาใหม่จริงๆ (Novel )โดยผลที่ได้จะเปิดเป็น Open Innovation ขณะเดียวกันก็ทราบว่ายังมีบริษัทยาอีกหลายบริษัทที่ยังแอบซุ่มวิจัยยาอยู่ อย่างไรก็ตามยังมีความเคลือบแคลงจากหลายคนในที่ประชุมว่าจะมีการเปิดเผยผลงานวิจัยยาใหม่จริงๆ หรือไม่ เนื่องจากการต่อสู้กันระหว่างสองแนวคิดที่มีมาอย่างยาวนานดังกล่าวแล้วข้างต้น จนถึงปัจจุบันนี้
ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าแนวคิดไหนถูกต้อง เพราะแต่ละแนวคิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าจะจากมุมไหน
ประเด็นที่น่าพิจารณา คือ ถ้าการวิจัยนั้นไม่ได้ลงทุนโดยบริษัทเอกชนแต่นักวิจัยหรือหน่วยงานได้รับทุนจากรัฐบาลเพื่อทำการวิจัยและพัฒนา เมื่อประสบผลสำเร็จจนพัฒนาเป็นสินค้าได้แล้ว ควรจะขายในราคาที่เป็นธรรมไม่สูงเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่สินค้านั้นจะเป็นประโยชน์กับผู้ด้อยโอกาสในสังคม เกษตรกร หรือสามารถช่วยคนหมู่มากได้ หรือหน่วยงานผู้ให้ทุนควรระบุไว้เป็นเงื่อนไขในสัญญาให้ทุน อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่แน่ใจว่าควรจะสร้างเงื่อนไขขนาดนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งยังนับว่ามีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไม่สูงมาก ขณะที่เป็นที่ตระหนักดีกันอยู่แล้วว่า เมื่อให้ทุนไปแล้ว หน่วยงานที่ให้ทุนย่อมเป็นเจ้าของผลงานวิจัย เพราะในประเทศไทยไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้หน่วยงานให้ทุนยกผลงานวิจัยให้กับผู้วิจัยหรือองค์กรหรือบริษัทที่สามารถบริหารจัดการได้ เงินของรัฐบาลนั้นต้องตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ผลงานวิจัยจึงกลับไม่อยู่ที่ผู้ให้ทุน และส่วนหนึ่งจึงเป็นที่มาของ “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” เพราะนอกจากผู้วิจัยหรือหน่วงงานวิจัยทำการวิจัยตามความถนัดหรือความสนใจของตนเองโดยไม่ได้สนใจความต้องการของตลาดแล้ว หน่วยงานให้ทุนบางหน่วยงานยังไม่สามารถบริหารจัดการผลงานวิจัยเองได้
ในกรณีผลงานวิจัยทางการเกษตรที่ได้รับการบ่นมานี้ จึงไม่ชัดเจนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อาจเป็นการกำหนดราคาร่วมกันระหว่างหน่วยงานให้ทุนกับผู้วิจัย เนื่องจากเป็นเจ้าของผลงานร่วมกัน หรือหน่วยงานให้ทุนอาจอนุญาต (License) ให้ไปชั่วคราว โดยมีผลตอบแทนเป็นเงินก้อนหนึ่งพร้อมส่วนแบ่งกำไรรายปี อาจเป็น Non-Exclusive License หรือผู้วิจัยอาจได้รับทุนวิจัยในช่วงแรก แล้วต้องลงทุนเองอีกมากเพื่อนำผลงานไปพัฒนา ขยายขึ้น (Scale up) ให้สามารถนำไปใช้ได้จริง ต้องทำการทดลองกับพื้นที่ขนาดใหญ่ให้ได้ผลจริง ซึ่งอาจมีการล้มเหลวไปหลายครั้งกว่าจะประสบความสำเร็จก็ได้ และต้องใช้เงินทุนในช่วงนี้อีกมาก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่บุคคลทั่วไปไม่เข้าใจ โดยคิดว่าเมื่อผ่านห้องทดลองออกมาก็ใช้ได้เลย วิจัยปุ๊บ ใช้ได้ปั๊บ จึงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโลกแตกที่แนวความคิดสองแนวไม่สามารถบรรจบพบกันได้ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น







