
มาร์เก็ตแคปไทยเบอร์2
มาร์เก็ตแคปไทยโตสุดปีนี้ขึ้นแท่นเบอร์ 2 อาเซียนแซงมาเลเซีย ตลท.ห่วงเงินเฟ้อพุ่งเร่งดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบตลาดหุ้นไทยซบยาว mai ช่วย บจ.ฟื้นขาดทุนหวังลดพี/อี
มาร์เก็ตแคปไทยโตสุดปีนี้ขึ้นแท่นเบอร์ 2 อาเซียนแซงมาเลเซีย ตลท.ห่วงเงินเฟ้อพุ่งเร่งดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบตลาดหุ้นไทยซบยาว mai ช่วย บจ.ฟื้นขาดทุนหวังลดพี/อี
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงว่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เกตแคป) ณ เดือน พ.ย. 2559 ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 4.24 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.5% จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 3.49 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังขึ้นอันดับ 2 แทนตลาดหุ้นมาเลเซียเป็นครั้งแรก จากที่ทุกปีตลาดหุ้นไทยเป็นรองอินโดนีเซียและมาเลเซียเท่านั้น โดยปีก่อนมาร์เก็ตแคปอินโดนีเซียอยู่ที่ 3.53 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมาเลเซียอยู่ที่ 3.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ มาจาก 2 ปัจจัย คือ ปีนี้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาสูงสุดในภูมิภาคหรือประมาณ 17-18% และยังมีบริษัทที่เสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) อย่างต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องขึ้นเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 53,208 ล้านบาท ณ วันที่ 15 ธ.ค. 2559 การระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ปี 2559 เพิ่มมาร์เก็ตแคป 155,605 ล้านบาท
นายภากร กล่าวว่า อยากให้นักลงทุนติดตามดูปัจจัยต่างๆ ที่มีส่วนกระทบต่อภาวะตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะจากต่างประเทศที่ปัจจุบันมีความกังวลว่าการใช้เงินลงทุนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะเป็นตัวเร่ง ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และกดดันให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดกัน ซึ่งจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปรับลงได้ และมีผลต่อความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินต่างชาติ
สถิติตลาดหุ้นไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา หากหุ้นไทยปรับลดลงแรงจากปัจจัยในต่างประเทศเป็นหลัก เช่น วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 2551 ความผันผวนของตลาดหุ้นจีนปี 2558 หุ้นไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 10 เดือน ขณะที่หากหุ้นลงแรงจากปัจจัยที่เกิดในประเทศ เช่น เหตุการณ์ 13 ต.ค. เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ น้ำท่วมปี 2554 ความไม่สงบทางการเมือง 2553 หุ้นไทยใช้เวลาฟื้นตัวหรือดีดกลับเพียงระยะสั้น 2-3 เดือน หรือบางครั้งก็ไม่กี่วันในการดีดกลับ
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศปีหน้าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง เพราะบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) แข็งแรง มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ต่ำ เพียง 1.1-1.2 เท่า และยังมีความสามารถทำกำไรที่ดี เพราะมีรายได้จากต่างประเทศเข้ามาเสริมและมีการไปขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ฐานผู้ลงทุนเติบโตต่อเนื่องทั้งผู้ลงทุนบุคคลและสถาบัน โดยปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 53:47 ผ่านการทำงานร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และพันธมิตร ในการขยายฐานผู้ลงทุน ส่งเสริมช่องทางลงทุน ออนไลน์เข้าถึงผู้ลงทุนทุกกลุ่ม รวมทั้งกิจกรรมอบรมความรู้ต่างๆ
บจ.ไทยเข้าคำนวณในดัชนี DJSI 14 แห่ง มากที่สุดในอาเซียน และ 30 บจ.ไทย ได้รับคัดเลือกใน FTSE4Good ASEAN 5 Index จากทั้งหมด 78 บริษัท สูงสุดในอาเซียน
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 20 ธ.ค. ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงเช่นเดียวกันหุ้นทั่วโลกโดยลดลง 10.75 จุด หรือ 0.71% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 41,238.2 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขาย 794 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศขาย 396 ล้านบาท
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองในยุโรปเป็นหลัก ทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัสเซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากสินทรัพย์เสี่ยงไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น ทำให้หุ้นปรับตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยก็ปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน
แนวโน้มการลงทุนในวันนี้คาดว่าตลาดน่าจะแกว่งในกรอบแคบ เนื่องด้วยในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย ไม่มีอะไรที่น่าสนใจแล้วและในด้านของมูลค่าอยู่ในระดับสูง ขณะที่เม็ดเงินกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ไม่ได้คาดหวังมากนัก และผู้จัดการกองทุนน่าจะกันเงินส่วนหนึ่งรองรับเพื่อการไถ่ถอนในช่วงต้นปีหน้า







