posttoday
แบงก์ประเมิน กนง.ตรึงดอกเบี้ยยาว

แบงก์ประเมิน กนง.ตรึงดอกเบี้ยยาว

20 ธันวาคม 2559

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินของไทยในปี 2560 ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะยังคงส่งสัญญาณรักษา Policy Space และดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนปรนต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้ายังคงมีความเปราะบาง ขณะที่เงินเฟ้อที่อาจจะขยับขึ้นในปีหน้าจะยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังไม่น่าจะสร้างแรงกดดันต่อ กนง.มากนัก

ทั้งนี้ แม้สัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสะท้อนว่า สภาวะแวดล้อมของตลาดการเงินโลกในช่วงหลังจากนี้คงจะทยอยปรับเปลี่ยนเข้าสู่บริบทใหม่ที่ต้นทุนทางการเงินของหลายๆ ประเทศจะเริ่มทยอยขยับขึ้น (ซึ่งอาจจะมีผลบางส่วนต่อเนื่องให้นักลงทุนที่มีพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือ Search for Yield ต้องทำการประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนรอบใหม่) แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงคาดว่า มีความเป็นไปได้ที่ กนง.จะยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ตลอดทั้งปี 2560 โดยมองว่า กนง.น่าจะยังคงดูแลให้นโยบายการเงินของไทยอยู่ในระดับที่ผ่อนปรนต่อเนื่อง เพื่อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ควบคู่ไปกับการปรับใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอื่นๆ มาช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลอดจนรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ

ขณะที่การประชุมรอบสุดท้ายในปีนี้ของ กนง. วันที่ 21 ธ.ค.นี้นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ต่อเนื่อง เพื่อรอประเมินผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด และหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ แม้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา จะเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด แต่ก็เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่า เฟดอาจเร่งจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยเล็กน้อยในปี 2560 ที่กำลังจะมาถึง ทำให้ประเด็นที่ต้องติดตามของไทยจะอยู่ที่กระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน ที่อาจจะมีความอ่อนไหวและผันผวนมากขึ้น เนื่องจากตลาดการเงินทั่วโลกอาจยังคงต้องการเวลาในการซึมซับ และประเมินช่วงเวลาที่ชัดเจนของการขยับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กนง.น่าจะยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.50% ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เพื่อรอประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟดต่อเศรษฐกิจไทยอีกระยะ

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กนง.น่าจะรอติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ หลังจากที่ได้รับแรงกระตุ้นเพิ่มเติมจากมาตรการของภาครัฐ ทั้งนี้ ประเทศไทยนับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ยังมีพื้นที่/เครื่องมือผ่อนคลายทางการคลังที่สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างทันท่วงที (มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศ และช็อปช่วยชาติ มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการประชารัฐสร้างไทยให้กลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม) เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยหนี้สาธารณะของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก (ประมาณ 42-43% ของจีดีพี ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี) ประกอบกับตามกฎหมายแล้ว รัฐบาลยังมีพื้นที่ในการกู้เงินเพิ่มเติม เพื่อไฟแนนซ์การใช้จ่ายในส่วนนี้ โดยไม่ละเมิดกรอบวินัยทางการคลังอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท

ด้าน นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐ ศาสตร์ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ประเมินว่า แนวนโยบายการเงินของ กนง.ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกพักใหญ่ และคาดว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้

ขณะเดียวกัน เอชเอสบีซีได้ปรับลดการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2560 และปี 2561 ลงสู่ 1.7% และ 2% จากเดิม 2% และ 2.1% ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่ธุรกิจยังสะท้อนว่าอำนาจการกำหนดราคายังอยู่ในระดับต่ำจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ ส่วนฐานราคาน้ำมันที่ต่ำในปีนี้อาจจะส่งผลทำให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นบ้าง แต่รัฐบาลสามารถชะลอผลกระทบต่อราคาขายปลีกโดยอาศัยกองทุนน้ำมัน จึงคาดว่า ธปท.ไม่น่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อไปอีกระยะ และเนื่องจากเสถียรภาพภายนอกของไทยอยู่ในเกณฑ์ดีและค่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับคู่ค้า การดำเนินการด้านอัตราแลกเปลี่ยนใดของ ธปท. จึงเป็นเพียงเพื่อลดความผันผวนในระยะสั้นเพื่อให้ภาคเอกชนมีเวลาปรับตัวและป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก

เอชเอสบีซี ยังคาดว่า ความน่าจะเป็นของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต่อไปนั้นมีน้อย โดย ธปท.จะยังมุ่งเน้นรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการพัฒนาโครงสร้างระบบการเงินในช่วงต่อไป ซึ่งมีนัยสำคัญว่า แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายการเงินด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังมีการดำเนินการ “เบื้องหลัง” เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางการเงินและโครงสร้างโดยรวมของภาคการเงิน ซึ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมีหลายประการ เช่น การเข้าถึงทางการเงินที่มากขึ้น การลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมทางการเงิน กฎระเบียบด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อต่อการทำธุรกิจมากขึ้น การติดตามความเสี่ยงภาคการเงินอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเพิ่มขีดความสามารถของสถาบันการเงินไทย และการเชื่อมโยงด้านการเงินภายในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท