posttoday
มหา'ลัยไทยสู้ได้

มหา'ลัยไทยสู้ได้

19 ธันวาคม 2559

โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์

โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์

เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิดที่กระแสความตกใจจากผลการสอบวัดความรู้เด็กไทย หรือ PISA ที่มีคะแนนต่ำมากโดยเฉพาะด้านวิทย์-คณิตเมื่อเทียบกับชาติอื่นในเอเชีย ได้จืดจางหายไป กลบด้วยข่าวประเด็นอื่นไปแล้ว จึงสงสัยว่าคนไทยจริงจังกับเรื่องอนาคตการศึกษาไทยมากน้อยแค่ไหน และการปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้หรือไม่

การปฏิรูปการศึกษาจะต้องมอง “ความอยู่รอดและเป้าหมายของชาติ” เป็นอันดับหนึ่ง ต้องยอมรับว่าการที่ชาติใดจะอยู่รอดได้พลเมืองต้องมีคุณภาพและแข่งขันได้การศึกษาจึงสำคัญ แต่เมื่อมองจากภาพปัจจุบันของวังวนการศึกษาไทย จะพบว่ามีปัญหาเกือบทุกอณูตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย แต่หากมองให้ดีแล้ว มหาวิทยาลัยไทยยังพอที่จะแข่งขันได้กับชาติเอเชียถึงแม้ว่าอาการอาจยังน่าเป็นห่วง

มหาวิทยาลัยของทุกชาติทั่วโลกมีหน้าที่ในการสร้างฐานกำลังคน ซึ่งบทบาทของมหาวิทยาลัยต้องมุ่งเน้นสองด้านหลัก คือ 1.ต้องมีคุณภาพ และ 2.ต้องมีความยั่งยืน

คุณภาพ หมายถึง คุณภาพของบัณฑิตที่ต้องออกไปสร้างชาติ ที่ต้องมีศักยภาพสูง คุณภาพขององค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัย ที่ต้องล้ำสมัยนำไปใช้ได้จริง และคุณภาพการบริการวิชาการให้ภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ ที่ต้องเติมความสามารถในการแข่งขันได้ ส่วนความยั่งยืน คือ มหาวิทยาลัยไทยต้องพึ่งพาตนเองได้พอสมควร การพึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียวย่อมไม่ยั่งยืน ค่าเล่าเรียนต้องเป็นธรรมทั้งกับผู้เรียนและกับมหาวิทยาลัย ต้องสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสมไม่ใช่ต้องอุ้มหรืออุดหนุนกันเกินพอดี และการบริหารต้องพัฒนาปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว แข่งขันได้ อีกทั้งต้องมีความเป็นอิสระทางความคิดและทางวิชาการ

ทั้งสองเรื่องนี้คือหัวใจของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเอ็มไอที ที่เน้นเรื่องคุณภาพมากที่สุด ตั้งแต่การคัดเลือกอาจารย์ซึ่งต้องมีความสามารถโดดเด่นสุดๆ ทั้งทางด้านการสอนและการวิจัย และถึงแม้รับเข้ามาแล้วก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้อยู่ตลอดไป เพราะต้องประเมินออกอีกครั้งเมื่อผ่านไป 6-7 ปี ทำให้ต้องแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งอาจารย์ประจำจากทุกสาขาวิชา ดังนั้นอาจารย์ทุกคนจึงมีวินัยในการทำงานอย่างที่สุด ต้องสอนให้ดีที่สุด และต้องสร้างสรรค์งานวิจัยที่ล้ำเลิศ ทำให้นักศึกษาก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ดีที่สุดตามไปด้วย คือได้ความรู้แบบเต็มๆ และล้ำสมัย เมื่อจบออกไปแล้วย่อมไม่เป็นรองใครในโลก นี่คือคุณภาพที่แท้จริงของมหาวิทยาลัย

อีกทั้งมหาวิทยาลัยระดับโลกยังมีความยั่งยืน โดยมีการวางแผนงบประมาณที่เน้นการพึ่งพาตนเองด้วยผลงานวิชาการและวิจัยเป็นหลัก โดยมีรายได้จากค่าเล่าเรียนไม่ถึง 20% เช่น เอ็มไอที ได้งบกระทรวงกลาโหมปีละหลายหมื่นล้านบาทเพื่อทำงานวิจัยด้านความมั่นคง และยังให้บริการวิชาการเป็นที่ปรึกษาโครงการของรัฐทั้งสาธารณูปโภคขนาดใหญ่และบริการภาคอุตสาหกรรมทั้งภายในและต่างประเทศ รายได้จากการวิจัยและบริการวิชาการนี้กลับไปพัฒนามหาวิทยาลัยให้พึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องไปเน้นเก็บค่าเล่าเรียนเพียงอย่างเดียว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดของมหาวิทยาลัย และนักศึกษายังได้มีโอกาสแก้ปัญหาในโลกของความเป็นจริงอีกด้วย

ทางรอดมหาวิทยาลัยไทยคือทางรอดประเทศไทย อย่ามองมหาวิทยาลัยไทยเป็นปัญหา ต้องมองเป็นโอกาส คือ มีโอกาสที่ยังจะพัฒนาก้าวไกลได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะคนไทยที่เรียนสูงที่สุด เรียนเก่งที่สุด สมองดีที่สุด ส่วนใหญ่แล้วเป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยมากที่สุด

มหาวิทยาลัยคือแหล่งทรัพยากรที่ตีมูลค่ามิได้ ตอนนี้ขึ้นอยู่กับเราว่าจะบริหารทรัพยากรล้ำค่านี้ได้ดีแค่ไหน หากบริหารไม่ดีย่อมไม่เกิดมูลค่า แต่ถ้าบริหารเป็นจะสร้างมูลค่าได้มหาศาล ค้ำจุนชาติได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท