
จ่อปรับกำไรแบงก์ขึ้น 3ธนาคารหลุดหนี้SSI
จ่อขึ้นกำไรกลุ่มธนาคาร 3 แบงก์เจ้าหนี้ SSI ตัวเบา ปลดหนี้หลังศาลอนุมัติแผนฟื้นฟู
โพสต์ทูเดย์ - จ่อขึ้นกำไรกลุ่มธนาคาร 3 แบงก์เจ้าหนี้ SSI ตัวเบา ปลดหนี้หลังศาลอนุมัติแผนฟื้นฟู
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เท่าตลาด หลังศาลล้มละลายกลาง เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) โดยจัดกลุ่มเจ้าหนี้เป็น 13 กลุ่ม มูลหนี้รวมเงินต้นและดอกเบี้ยกว่าราว 6.9 หมื่นล้านบาท โดยส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูกิจการ คือลดทุนจดทะเบียนเหลือ 1,109 ล้านบาท ก่อนออกหุ้นเพิ่มทุน และแปลงหนี้เป็นทุนให้เจ้าหนี้ จะส่งผลดีต่อ 3 ธนาคารเจ้าหนี้ คือ ไทยพาณิชย์ (SCB) กรุงไทย (KTB) และทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) เพราะจะทำให้คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารเจ้าหนี้กลับมาแข็งแกร่งขึ้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และการตั้งสำรองจะลดลง ซึ่งจะส่งผลให้กำไรกลุ่มธนาคารในปี 2560 เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัสอยู่ระหว่างปรับเพิ่มประมาณการกำไรของทั้งกลุ่ม 3% จากเดิมคาดว่าจะโต 8% เป็นเติบโต 11% จากภาระค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ลดลงของธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ทั้ง 3 ราย พบว่า กำไรสุทธิของ SCB สูงสุดถึง 8.7% ตามด้วย KTB 5.4% และ TISCO 3.5%
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของกลุ่มจะลดลงเหลือ 2.99% จาก 3.18% ปริมาณสำรองหนี้สะสมเทียบเอ็นพีแอล ฃขึ้นมาอยู่ที่ 138.6% จาก 130.2% ณ สิ้นงวด 9 เดือนแรกของปี จะทำให้ภาระการตั้งสำรองในงวดไตรมาส 4 ปีนี้ และปี 2560 ลดลงช่วยลดภาระการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ในงวดไตรมาส 4 และปี 2560 ทำให้ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ของกลุ่มแผ่วตัวลงจากค่าเฉลี่ยรายไตรมาสในงวด 9 เดือน ปี 2559 และทำระดับต่ำสุดของปี 2559 หรือลดลงถึง 33.4% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 47.7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม สำรองหนี้ของ SCB และ TISCO ตั้งแต่งวดไตรมาส 4 ส่วน KTB คาดค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ยังทรงตัวสูงในไตรมาส 4 เพื่อเพิ่มอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพใกล้กลุ่ม
นางกิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ธนาคารมีมูลหนี้ 1.1 หมื่นล้านบาท ยังไม่นำกลับมาเป็นรายได้ จะนำเงินส่วนนี้เพิ่มในส่วนของเงินสำรองแทนและหลังแผนผ่านจะส่งผลดีต่อธนาคารทันที เพราะการตั้งสำรองลดลงเอ็นพีแอลจะลดตามด้วย เพราะหนี้ SSI ต้องถูกจัดชั้นหนี้ใหม่ ทำให้เอ็นพีแอล ณ สิ้นปีนี้จะลดลงจาก 9 เดือนแรกอยู่ที่ 2.89% หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 6.2 หมื่นล้านบาท และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพสิ้นปีนี้ จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน จาก 9 เดือนอยู่ที่ 130% และมีเงินตุนไว้ 1.1 หมื่นล้านบาทแล้ว







