
อนันดาฯลุยมิกซ์ยูส
หารายได้จากค่าเช่าปี’60 ผุด17โครงการ3.7หมื่นล้านแม้ว่าภาพรวมของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2559 จะซบเซาโดยพิจารณาจากยอดขายและยอดการโอนโครงการที่ต่างพลาดเป้ากันถ้วนหน้า แต่ในปีนี้กลับถือว่าเป็นปีทองของอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่สามารถผลักดันให้ยอดขายเติบโตขึ้นได้ 5% หรืออยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดรับรู้รายได้นั้นอยู่ที่ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท
หารายได้จากค่าเช่าปี’60 ผุด17โครงการ3.7หมื่นล้านแม้ว่าภาพรวมของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปี 2559 จะซบเซาโดยพิจารณาจากยอดขายและยอดการโอนโครงการที่ต่างพลาดเป้ากันถ้วนหน้า แต่ในปีนี้กลับถือว่าเป็นปีทองของอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่สามารถผลักดันให้ยอดขายเติบโตขึ้นได้ 5% หรืออยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดรับรู้รายได้นั้นอยู่ที่ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท
คมสัน อัตถพลพิทักษ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของบริษัท โดยมีการเร่งให้เกิดการโอนโครงการที่เร็วขึ้น อาทิ โครงการไอดีโอ โมบิ วงศ์สว่างจากไตรมาส 4 มาเป็นช่วงไตรมาส 3 และโครงการไอดีโอคิว จุฬา-สามย่านที่เริ่มโอนในไตรมาส 3 ของปีนี้เช่นกัน แม้ว่าในปีนี้จะมีโครงการเลื่อนเปิดใหม่จำนวน 3 โครงการไปปี 2560 ซึ่งทำให้มูลค่าโครงการรวมที่เปิดในปี 2559 ลดลง 5% แต่บริษัทก็สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้ 5% แม้จะมีโครงการใหม่เลื่อนออกไป
ปัจจุบันบริษัทมียอดขายเพื่อรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) รวม 4.13 หมื่นล้านบาทที่จะทยอยรับรู้ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยในปี 2559 จะทยอยโอนจำนวน 6,483 ล้านบาท ปี 2560 จะมียอดโอนกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2561 จะมียอดโอนกว่า 1.71 หมื่นล้านบาท
สำหรับแผนการพัฒนาโครงการในปี 2560 นั้นบริษัทยังมุ่งพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้าทั้งส่วนต่อขยายและสายปัจจุบัน เนื่องจากเล็งเห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยนั้นยังมีอยู่มาก ขณะเดียวกันก็จะต้องทำการตลาดและการออกแบบโครงการจะต้องสอดรับกับความต้องการของตลาด รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการก่อสร้างให้ทันสมัยมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะเปิดโครงการใหม่ในปี 2560 จำนวน 17 โครงการ มูลค่ารวม 3.5-3.7 หมื่นล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็น 10 โครงการคอนโดมิเนียม ในจำนวนดังกล่าว 7 โครงการ เป็นการร่วมทุนกับบริษัท มิตซุย ฟูโดซัง อีก 7 เป็นโครงการแนวราบ นอกจากนี้ยังมีแผนจะดำเนินธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้ระยะยาวจากการเช่า โครงการดังกล่าวพัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูส บนที่ดินเช่า 30 ปี ริมถนนรัชดาภิเษก ใกล้ตึกทรู ทาวเวอร์ ขนาด 3 ไร่ จะพัฒนาเป็นธุรกิจค้าปลีก ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงโรงแรม โดยเบื้องต้นที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นบริษัทเช่ามาในราคา 2,079 ล้านบาท โดยอาคารที่ก่อสร้างเสร็จจะมีขนาด 5 หมื่นตารางเมตร มูลค่าลงทุนเบื้องต้น 2,600 ล้านบาท
คมสัน กล่าวว่า ภาพรวมการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงินกับลูกค้าของบริษัทนั้นมีแนวโน้มที่จะทรงตัวเห็นได้ในไตรมาส 3 ยอดการปฏิเสธสินเชื่อของกลุ่มลูกค้าที่ซื้อคอนโดมิเนียมมีสัดส่วน 5.33% ขณะที่โครงการแนวราบนั้นอยู่ที่ 19.82% เนื่องจากบ้านแนวราบลูกค้าที่ซื้อแล้วจะต้องรับโอนแต่ไม่สามารถโอนได้ ต่างจากคอนโดที่มีระยะเวลาการผ่อนชำระยาวกว่าจากวันแรกที่เปิดขายโครงการ จึงทำให้ภาพรวมการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 7.79%
ทางด้านนโยบายการซื้อที่ดินนั้นบริษัทมีแผนจะซื้อที่ดินก่อนที่จะเปิดขายโครงการไม่เกิน 6 เดือน โดยจะไม่ซื้อที่ดินล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินระหว่างการพิจารณาหลักร้อยแปลงที่อยู่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้า ซึ่งจะเลือกนำโครงการที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่าออกมาพัฒนาก่อน







