
พาณิชย์ปั้นฮีโร่แบรนด์
พาณิชย์กางแผนสร้าง เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ สู่ผู้ประกอบการสร้าง สรรค์ ปั้นฮีโร่แบรนด์ไปตลาดโลก 20 ราย
พาณิชย์กางแผนสร้าง เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ สู่ผู้ประกอบการสร้าง สรรค์ ปั้นฮีโร่แบรนด์ไปตลาดโลก 20 ราย
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงได้จัดทำแผนพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ กลุ่มสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ก้าวสู่การเป็นสมาร์ทเอ็นเตอร์ไพรซ์ ที่สร้างธุรกิจมีนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี พร้อมยกระดับสินค้าและบริการสู่การเป็นแบรนด์สากลที่มีความสามารถในการแข่งขัน สามารถก้าวสู่แบรนด์ระดับโลก โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 1,500 ราย และจะผลักดันฮีโร่แบรนด์ไทยสู่ตลาดโลกจำนวน 20 รายในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีความสำคัญกับประเทศไทย โดยมีมูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยอยู่ที่ 1.61 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีการจ้างงานในสาขาอาชีพสร้างสรรค์กว่า 9 แสนคน และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับการพัฒนาผู้ประกอบการสู่สมาร์ท เอ็นเตอร์ไพรซ์ จะจัดทำโปรแกรมส่งเสริม 5 ปี พร้อมจัดกิจกรรมพัฒนา 4 ระดับ โดยระดับที่หนึ่ง คือสร้างแรงบันดาลใจและปรับวิธีคิดของผู้ประกอบการ ในรูปแบบอบรมสัมมนาจะเปิดรับตลอดทั้งปี ระดับสองสร้างโมเดลธุรกิจใหม่และทำธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ 4 กลุ่มคลัสเตอร์ ได้แก่ ธุรกิจเกษตรและอาหาร ธุรกิจบริการและแฟรนไชส์ สินค้าสุขภาพและความงาม และสินค้าไลฟ์สไตล์และสตาร์ทอัพ มีเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการ 30-40 รายในแต่ละคลัสเตอร์
ขณะที่ระดับสาม การพัฒนาสินค้าเฉพาะกลุ่มเพื่อให้เกิดการสร้างแบรนด์ ไทยที่เป็นฮีโร่ เน้นให้คำปรึกษารายบริษัท เพื่อเลือกตลาดให้ตรงกับสินค้าและ บริการ และจัดทำแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ เวลาดำเนินการ 6-10 เดือน และโครงการศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีน ระดับสี่ สนับสนุนหาพันธมิตรต่างประเทศ อาทิ สร้างแบรนด์ผ่านสื่อชั้นนำ มีกลุ่ม เป้าหมายคือแบรนด์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มี นวัตกรรม มีการออกแบบดี มีแบรนด์ของตนเองและเป็นแบรนด์เข้มแข็ง
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรม ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม สินค้า จีไอ และการสร้างแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้สินค้าและบริการของไทยมีเอกลักษณ์และแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มเหล่านี้จะมียอดขายมากกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 2-3 เท่าในตลาดต่างประเทศ







