
น้ำมันงาม้อน-Perilla oil แผนการตลาดนักศึกษา มหา’ลัยพะเยา
“งาม้อน” หรือ “งาขี้ม้อน” หรือ Perilla เป็นพืชอายุสั้น เกษตรกรภาคเหนือนิยมปลูกในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวข้าว
โดย...อักษรา ปิ่นนราสกุล
“งาม้อน” หรือ “งาขี้ม้อน” หรือ Perilla เป็นพืชอายุสั้น เกษตรกรภาคเหนือนิยมปลูกในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวข้าว โดยนิยมรับประทานกับข้าวเหนียวใหม่นึ่งสุกร้อน คลุกกับงาม้อนที่บดละเอียด รับประทานเป็นอาหารเช้าในช่วงอากาศหนาว เป็นวิถีชีวิตชาวเหนือที่สืบต่อกันมายาวนาน
ปัจจุบันงาม้อนถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น งาบดสำเร็จรูป สำหรับผสมเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ ขนมหวาน เบเกอรี่ หรือล่าสุดที่มหาวิทยาลัยพะเยา ศึกษาวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ “น้ำมันงาม้อน” ที่สกัดมาจากงาม้อน 100%
ดร.ไมตรี สุทธจิตต์ ที่ปรึกษาคณบดีคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา หัวหน้าโครงการวิจัยน้ำมันสกัดงาม้อน และที่ปรึกษาทีม Perilla oil กล่าวว่า การวิจัยน้ำมันงาม้อน อยู่ในโครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ (Research to Market - R2M) จัดขึ้นโดยอุทยานวิทยาศาสตร์ของสถาบัน ส่งเสริมให้นักศึกษานำผลงานวิจัยที่มีอยู่จริงและผ่านการรับรองจากอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย มาต่อยอดทำแผนธุรกิจและแผนการตลาด
“งานวิจัยน้ำมันสกัดงาม้อน นำไปต่อยอดนำเสนอแผนธุรกิจ คือ ผลิตภัณฑ์น้ำมันงาม้อนแคปซูลในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ได้จากการศึกษาคุณประโยชน์ของงาม้อนที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา 3 มากกว่าปลาทะเลน้ำลึก 15-20 เท่า มีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบของผนังหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด บำรุงสมอง และมีสารอาหารอื่นๆ อีกมากมาย” ดร.ไมตรี กล่าว
นักศึกษาที่ทำแผนธุรกิจ ประกอบด้วยนักศึกษาสาขาโภชนาการและโภชนบำบัด คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมกับนักศึกษาสาขาการตลาด คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ ประกอบด้วย ศักดิ์สิทธิ์ ทาแก้ว สุนิภัณฑ์ คำปัน อาริสรา คำเครื่อง สุวพิชญ์ มณีพงษ์ และจารุกิตต์ ปานสี นิสิต ผลงานของพวกเขาได้รับคัดเลือกในการแข่งขันเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ ระดับภาคเหนือที่ จ.เชียงใหม่ และระดับชาติที่ จ.สงขลา ในช่วงต้นปี 2560
ด้านการตลาด นิสิตฝ่ายการตลาดก็มีความเห็นและทำบทบาทของนักการตลาด เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปต่อยอด โดย สุวพิชญ์ มณีพงษ์ หรือเซน กล่าวว่า ภารกิจด้านการตลาด คือการนำผลิตภัณฑ์น้ำมันสกัดงาม้อนที่ได้ มาพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ศึกษาช่องทางการตลาด ศึกษากลุ่มลูกค้า เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม และทำอย่างไรให้ประชาชนหรือผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ได้จากพืชธรรมชาติในครั้งนี้ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่า อีกทั้งเป็นพืชพื้นบ้านทางภาคเหนือที่มีการปลูกกันเป็นอาชีพเสริมระหว่างรอเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของอาชีพเพื่อสุขภาพดีต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งประสบการณ์ตรงครั้งนี้ถือว่ามีค่าอย่างมาก
ถือว่าเป็นความท้าทายที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันได้ทดสอบตนเองอย่างจริงจัง และเพื่อปลูกฝังแนวคิดที่ว่า การวิจัยและพัฒนาไม่ได้เสร็จสิ้นเพียงแค่การปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องมีการสานต่อไปจนถึงการใช้งานได้จริงด้วย







