posttoday
ฝันสลาย?

ฝันสลาย?

12 ธันวาคม 2559

ผลคะแนนการทดสอบ PISA (Programme for International student Assessment) ซึ่งจัดทำโดยประเทศ

โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

ผลคะแนนการทดสอบ PISA (Programme for International student Assessment) ซึ่งจัดทำโดยประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ OECD (Organization for Economic cooperation and Development) ในปีนี้ สร้างความผิดหวังแก่คนไทยอีกครั้ง เมื่อผลคะแนนด้านวิทย์และคณิตของเด็กไทยอยู่ที่อันดับ 57 จาก 70 ประเทศที่มีการทดสอบ ขณะที่เด็กสิงคโปร์ทำคะแนนเป็นที่ 1 ของโลก ตามด้วยญี่ปุ่น อีกทั้งจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ อยู่ในอันดับคะแนนสูงขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น จึงเกิดคำถามมากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกับการศึกษาไทย? หรือเราจะสิ้นหวังกันแล้ว? เพราะทุกครั้งที่มีการสอบ หรือมีการจัดอันดับ เราได้คะแนนรั้งท้ายในเอเชียทุกที

อยากจะปลอบใจว่าการทดสอบ PISA อาจไม่สะท้อนการพัฒนาการศึกษาชาติได้แม่นยำไปเสียทั้งหมด เนื่องจาก 1.ขึ้นอยู่กับการสุ่มตัวอย่าง 2.คะแนนน้อยกว่าก็อาจไม่ได้หมายความว่าระบบการศึกษาจะแย่กว่าเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามคะแนน PISA ก็บ่งชี้ได้ชัดเจนว่าเด็กไทยอ่อนวิทย์-คณิตจริง และมีแนวโน้มว่าแย่ลงทุกปี ขณะที่ชาติเอเชียทุกชาติกลับตระหนักถึงความจำเป็นในการเรียนด้านวิทย์-คณิต เพราะเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเป็นทางรอดเดียว  ชาติที่เก่งเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีย่อมจะเป็นชาติที่พัฒนา จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพลเมือง และพึ่งพาตนเองได้ ขณะที่ชาติใดอ่อนแอเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีย่อมเสียเปรียบ แข่งขันไม่ได้ ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ไร้อนาคต

เมื่อรัฐมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 มุ่งให้เศรษฐกิจไทยยุคใหม่อยู่รอดได้ด้วยนวัตกรรม แต่เมื่อผลคะแนนวิทย์-คณิตของเด็กไทยออกมาต่ำมาก ดูเหมือนว่าความฝันมีทีท่าว่าจะสลายไป เพราะเด็กไทยวันนี้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ก็จะเป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน จึงเป็นกระจกสะท้อนภาพอนาคตของไทยว่าจะมีสภาพอย่างไร ที่แย่ไปกว่านั้นเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุติดอันดับโลก หากเด็กไทยวันนี้อ่อนแอ คนวัยทำงานวันข้างหน้าก็อ่อนแอ คงจะไปอุ้มคนสูงอายุจำนวนมหาศาลไม่ได้แน่ กลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อมไปทั้งประเทศน่ากลัวมาก

สิ่งที่ต้องทำ คือ 1.ต้องหาส่วนดีที่ยังพอไปได้ในระบบการศึกษาไทย เช่น มหาวิทยาลัยไทย ซึ่งยังแข่งขันได้ เพราะมีจำนวนไม่น้อยที่ยังมีศักยภาพในการพัฒนาทั้งคนและทั้งองค์ความรู้ รัฐและเอกชนจึงต้องลงทุนผลักดัน สร้างให้มหาวิทยาลัยไทยแข็งแกร่งขึ้น เป็นหัวหอกในการพัฒนาประเทศ และ 2.มหาวิทยาลัยไทยต้องลงมาเป็นที่พึ่งในการแก้ปมปัญหาการศึกษาทุกระดับ เช่น ปัญหาวิทย์-คณิต ก็ต้องช่วยพัฒนาครูด้านนี้ ปัญหาการไร้นวัตกรรมของชาติ ก็ต้องไปร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ หรือปัญหาอาชีวะ ก็ต้องช่วยพัฒนาครูช่างและรับเด็กอาชีวะมาพัฒนาต่อยอด

และ 3.ต้องโฟกัสที่กลุ่มเป้าหมายแห่งอนาคต ซึ่งก็คือเด็กเล็ก หรือระดับอนุบาลและประถม กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ยังพัฒนาได้ไม่สายเกินไป รัฐต้องทุ่มเทกับเด็กกลุ่มนี้เป็นหลัก ทั้งร่างกายและสติปัญญา ต้องเสริมสารอาหารที่ดีที่สุด นมต้องดีไม่ใช่นมบูด เด็กไทยรุ่นใหม่ต้องสูงใหญ่ แข็งแรง ทั้งต้องลงทุนกับครูประถมให้พอเพียงทั้งจำนวนและคุณภาพ หากเด็กรุ่นนี้มีคุณภาพเทียบเท่ากับสิงคโปร์ พอโตขึ้นถึงระดับมัธยม อาชีวะ และมหาวิทยาลัย ก็จะดูแลพัฒนาได้ง่ายกว่าเดิม แต่หากเราไม่โฟกัส ทุ่มเทแบบเปะปะ สุดท้ายก็ได้คนไม่เก่งทุกรุ่นเท่าเทียมกัน

ผมยังเชื่อว่าเด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก ขอเพียงแต่เราต้องปรับกระบวนการแก้ปัญหา บางครั้งการแก้ปมทั้งหมด อาจทำให้เราแก้ไขอะไรไม่ได้เลย การกลับมาเริ่มมองจุดแข็งก่อน แล้วพัฒนาจุดแข็งให้แกร่งขึ้น นำไปเป็นเครื่องมือคลายปมปัญหาทีละจุด เราน่าจะหาทางออกเจอ ความฝันของชาติเราก็คงไม่สลายไป

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี