
OTOP ทาง 3 แพร่ง
....สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
เงียบหายไปนาน นึกว่ารัฐบาลจะไม่สนใจเสียอีกOTOP สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เคยโด่งดังในอดีต
เงียบหายจนนึกว่าไม่มีแบรนด์นี้ไปแล้ว แต่แล้วจู่ๆ ก็มีการจัดงาน OTOP Mid Year 2010 ขึ้นมาที่เมืองทองธานี ซึ่งเพิ่งจบงานไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.นี้เอง
มาแบบเงียบๆ มาเร็ว ไปเร็ว เคลมเร็ว วันสองวันนี้คงมีคนออกเคลมว่าประสบความสำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้มากมาย
ผมมีโอกาสไปเดินดูสินค้าโอท็อปในงานนี้ ซึ่งมีการรวบรวมนำผู้ประกอบการจากเกือบทุกจังหวัดมาเปิดร้าน ครั้งนี้ก็แทบไม่แตกต่างกับการจัดงานเหมือนในอดีตที่เคยทำมา
ความเห็นส่วนตัว ผมว่า 2 ปีมานี้สินค้าสินค้าโอท็อปไม่ได้ถูกดูแลเท่าที่ควร ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะนโยบายไม่ชัดเจนหรือว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เวิร์ก
วิจารณ์ตรงๆ ก็ต้องบอกว่า ในแง่...ผลิตภัณฑ์...ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรแตกต่าง หรือสามารถต่อยอดจากที่เคยเป็นได้เลย ทั้งรูปลักษณ์ ส่วนผสม ส่วนประกอบ บรรจุภัณฑ์ ตรายี่ห้อ และอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานไม้ จักสาน แกะสลัก ผ้า เครื่องเงิน สารพัดอาหารการกิน และอื่นๆ
การตั้งราคา...ถูกแพงคละเคล้ากันไป หลายรายการไม่ค่อยสมราคา มีทั้งราคาต่ำจนทำให้สินค้าขาดความน่าเชื่อถือ หรือตั้งราคาเผื่อต่อสูงเกินตัวจนไม่น่าสนใจ ประเด็นสำคัญน่าจะมาจากการไม่รู้ต้นทุนสินค้าที่แท้จริง
ช่องทางจัดจำหน่าย...ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ขายในท้องถิ่น ไม่มีโอกาสมาขายในกรุงเทพฯ นอกจากรอให้รัฐบาลจัดงานในลักษณะนี้ปีละ 2 ครั้ง นอกนั้นต้องวิ่งทำตลาดเองตามยถากรรม บางรายมีการทำเว็บไซต์ของกิจการ แต่ก็เป็นแค่พื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้า ยังไปไม่ถึงการค้าขายทางอิเล็กทรอนิกส์
การส่งเสริมการตลาด...ไม่ต้องพูดถึงเลย ทำได้แค่ปักป้ายแยกกองสินค้าทำโปรโมชันลดราคาพิเศษในงานเท่านั้น เรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างแบรนด์ ไม่มีปัญญาทำเองได้ มีทุนรอนหมุนเวียนเดือนต่อเดือนก็บุญแล้ว
น่าเห็นใจผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้มากครับ ถูกจุดประกายให้เอาภูมิปัญญาดีๆ มาผลิตสินค้ากันมากๆ แต่สุดท้ายก็ถูกทิ้งๆ ขว้างๆ จำทนฝืนใจอยู่กันแบบปากกัดตีนถีบตัวใครตัวมันจริงๆ
งบประมาณก็มีมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีเยอะ แต่ไม่มีผลงานการช่วยเหลือผู้ประกอบการโอท็อปเป็นชิ้นเป็นอันเลยนอกจากการจัดงานขายของประจำปีที่เมืองทองธานี
ถึงวันนี้ผมคิดว่าสินค้าโอท็อปเดินทางมาถึงทาง 3 แพร่งที่รัฐบาลต้องตัดสินใจให้ชัดเจนได้แล้ว
ทางแรก...ปลุกและปั่น...ปลุกชีพโอท็อปให้กลับมาโด่งดังเหมือนในอดีต และปั่นตลาดให้กลับมานิยมชมชอบสินค้าโอท็อปให้ได้ เพื่อช่วยประคับประคองให้พี่น้องชาวบ้านในต่างจังหวัดมีโอกาสทำมาหากินกับสินค้าที่สร้างขึ้นจากภูมิปัญญาในท้องถิ่นต่อไป
ทางที่สอง...เปลี่ยนและปั้น...เลิกแบรนด์โอท็อปที่รัฐบาลตะขิดตะขวงใจแล้วเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นที่ตั้งขึ้นใหม่ จากนั้นก็ทุ่มทุนปั้นแบรนด์ใหม่ให้โด่งดังทั่วโลกไปเลย เชื่อว่าชาวบ้านคงรับได้ถ้าทำให้สินค้าที่มีอยู่ค้าได้ขายคล่องกว่าเดิม
ทางที่สาม...ปล่อยและปิด...บอกกันตรงๆ ไปเลย ถ้าไม่เอาแล้วหรือไม่อยากช่วยเหลือแล้ว ก็ประกาศให้ชัดเจนไปเลย ชาวบ้านจะได้ปิดร้านเลิกกิจการหันไปทำมาหากินอย่างอื่น อย่าทำๆ หายๆ อย่าปากหวานให้ความหวังไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีรูปธรรมในการช่วยเหลืออย่างจริงจัง
จะเลือกทางไหนก็ขอได้โปรดตัดสินใจเสียเถอะครับ
สินค้าโอท็อป...ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันเป็นปากท้องของชาวบ้านทั่วประเทศ มันเป็นความเป็นความตายของคนหลายล้านครอบครัว
เป็นความหวังที่ต้องการใครก็ได้ช่วยมาหยิบยื่นความช่วยเหลือเยียวยาและอยู่เคียงข้าง
คนที่ทำ...ผมรับรองว่าจะไปนั่งอยู่ในใจของพี่น้องชาวโอท็อปตลอดกาล
ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งก็ชนะ...ทุกครั้ง







