
ทริสห่วงหนี้รับเหมาพุ่ง
มุมมองคงที่รับรถไฟฟ้า โบรกฯแนะลดหุ้นเหลือ50%
มุมมองคงที่รับรถไฟฟ้า โบรกฯแนะลดหุ้นเหลือ50%
โพสต์ทูเดย์ - ทริสมีมุมมองคงที่หุ้นรับเหมาฯ หลังรัฐมีแผนลงทุนชัดเจน หวั่นBTS-BEM มีหนี้เพิ่ม ด้านหุ้นไทยซึม โนมูระ แนะลดพอร์ตเหลือ 50% จาก 70%
บริษัท ทริส เรทติ้ง มีมุมมองคงที่ต่อแผนพัฒนารถไฟฟ้าที่ชัดเจน และให้เครดิต A มุมมองคงที่ต่อ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM)
ทั้งนี้ มุมมองคงที่สะท้อนนัยสำคัญต่อมุมมองที่ดีขึ้นในอนาคตเมื่อมีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใน กทม. เพราะจะทำให้ปัญหาการจราจรรอบเมืองหมดไป แต่คงต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานหลายปี รวมถึงการให้มีจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้
ทริส ระบุว่า การมีรถไฟฟ้าสายใหม่เกิดขึ้นทำให้หนี้ของผู้ประกอบการรถไฟฟ้า คือ BTS และ BEM เพิ่มขึ้นด้วย โดยธุรกิจรถไฟฟ้าคิดเป็น 60% ของกำไรก่อนดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา) ของ BTS อีก 40% เป็นกำไรจากธุรกิจสื่อ ในขณะที่อีบิตดาของ BEM 90% มาจากค่าทางด่วน และกำไรที่มาจากรถไฟใต้ดินแค่ 10%
สำหรับ BEM มีอัตรากำไร (มาร์จิ้น) สูง โดยมีมาร์จิ้นก่อนหักค่าเสื่อมราคา 60% โดยมาร์จิ้นที่สูงนี้มาจากธุรกิจทางด่วน ทั้งนี้ คาดว่ามาร์จิ้นของ BEM จะอยู่ที่ประมาณ 50%
ทั้งนี้ จนถึงปี 2561 มาร์จิ้นจากการดำเนินงานของ BTS จะอยู่ในอัตราใกล้เคียงก่อนปี 2556 ในปี 2556 BTS ขายธุรกิจการเดินรถให้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง
บีทีเอสโกรท (BTSGIF) ทำให้มาร์จิ้นร่วง 27.9% ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ย. 2559 ทั้งนี้ คาดว่ามาร์จิ้นของ BTS จะอยู่ที่ประมาณ 30% ช่วงปีนี้ถึงปี 2561
สำหรับ BEM และ BTS มีหนี้สินที่สวนทางกัน โดยสัดส่วนหนี้สินต่อทุนของ BEM อยู่ที่ 60% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการลงทุนในโครงการรถไฟใต้ดินในอนาคต โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 65-70% ดังนั้น BEM ต้องระมัดระวังที่จะรักษาระดับหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสม ย้อนไปเมื่อปี 2556 เมื่อ BTS ขายรายได้ธุรกิจเดินรถให้ BTSGF เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ ส่งผลให้หนี้สินต่อทุนต่ำกว่า 20% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 24.5% เมื่อเดือน ก.ย. 2559
ทริสคาดว่าสัดส่วนหนี้สินต่อทุนของ BTS จะเพิ่มเป็น 30-35% เมื่อ BTS มีแผนลงทุนโครงการระบบขนส่งมวลชนและธุรกิจอื่น
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,526.32 จุด เพิ่มขึ้น 0.91 จุด หรือ 0.06% มีมูลค่าการซื้อขาย 43,866.49 ล้านบาทต่างชาติซื้อ 373.76 ล้านบาท พอร์ต บล.ซื้อ 729.81 ล้านบาท สถาบันขาย 674.19 ล้านบาท รายย่อยขาย 429.38 ล้านบาท
หุ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่คว้างานสายสีส้มในสัญญาต่างๆ ไม่ได้รับข่าวการเปิดซองราคาวันนี้มากนัก โดยหุ้น ช.การช่าง (CK) ปิด 31.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ปิด 5 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ปิด 27.50 บาท ลดลง 0.25 บาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน แนะนักลงทุนลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นเหลือ 50% จากเดิม 70% เพื่อรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้ เพราะเป็นที่แน่ชัดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน
ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มที่น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในปี 2560 อาจทำให้มีโอกาสเห็นกระแสเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ (รวมทั้งไทย) แต่การที่ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงรออยู่อีกหลายประการในช่วงปีข้างหน้า ทำให้ทางศูนย์วิจัยฯ ประเมินว่า เฟดจะยังคงรักษาจังหวะการขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยความระมัดระวัง
ดังนั้น ด้วยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเครื่องชี้เสถียรภาพต่างประเทศ (External Stability) ที่แข็งแกร่ง รวมทั้งระดับสภาพคล่องในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง คงช่วยลดทอนผลกระทบที่จะเกิดจากความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาทตามรอบการเก็งจังหวะเฟดขึ้นดอกเบี้ยได้







