
เบสท์รินแนะหักเงินค้ำนำรถเอ็นจีวีให้ประชาชนใช้ก่อน
เบสท์รินแนะคลังหักเงินค้ำประกันโปะภาษีศุลกากร เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการรถเมล์เอ็นจีวีใหม่เร็วขึ้น
เบสท์รินแนะคลังหักเงินค้ำประกันโปะภาษีศุลกากร เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการรถเมล์เอ็นจีวีใหม่เร็วขึ้น
นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เตรียมยื่นหนังสือถึง ขสมก.นำเสนอไปยังกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังเพื่อขอให้พิจารณาใช้วิธีการปรับเงินที่กรมศุลกากรเรียกเก็บเพิ่มเติม 40% รวม 586 ล้านบาท จากรายได้ที่กระทรวงการคลังจะต้องจ่ายให้บริษัทในฐานะผู้ชนะการประมูล ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องจ่ายให้บริษัทประมาณ 3.3 พันล้านบาท หากบริษัททำผิดสัญญา โดยไม่จำเป็นต้องให้บริษัทยื่นแบงก์การันตีเพิ่ม เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการรถเมล์ใหม่โดยเร็ว
“กรณีที่กรมศุลการเสนอให้บริษัทยื่นแบงก์การันตีเพิ่มเติมเพื่อนำรถออกไปจากท่าเรือแหลมฉบังนั้น บริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเกินความสามารถหลังจากที่ลงทุนในโรงการนี้ไปหลายพันล้านดังนั้นจึงเสนอให้ กระทรวงการคลังใช้เงินของบริษัทที่อยู่ในมือราว 3.3 พันล้านบาท ถ้าบริษัทผิดจริงก็ยึดไปได้เลย ไม่ต้องมีแบงก์การันตีเพิ่มก็ได้ แต่ถ้าบริษัทไม่ผิดก็ต้องคืนเงินมา ทั้งนี้บริษัทไม่มีหน้าที่ตรวจสอบว่ารถที่รับมาจากมาเลเซีย ทางมาเลเซียผลิตที่ไหน จะไปซื้อที่ไหนมาทางบริษัทไม่ทราบ และไม่ได้สอบถามเพราะเป็นมารยาททางธุรกิจ แต่จะมีการตรวจสอบสเปคเพื่อให้ตรงกับที่ ขสมก.กำหนดเท่านั้น”นายคณิสสร์ กล่าว
ส่วนแนวโน้มในการยกเลิกสัญญานั้น นายคณิสสร์ กล่าวว่า บริษัทมีความเป็นมืออาชีพดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสอีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารเลี่ยงภาษี ซึ่งตามหลักแล้วบริษัทมีสิทธิ์ที่จะทำการค้ากับหน่วยงานรัฐทั้งปัจจุบันและในอนาคต ส่วนคดีที่ความเลี่ยงภาษีที่ถูกสังคมโจมตีนั้นปัจจุบันยังไม่สิ้นสุดกระบวนการจึงยังไม่ถือว่าบริษัทมีความผิดตามคำยืนยันของ ปปช. อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทมีเงินที่วางค้ำประกันไว้กับ ขสมก. 330 ล้านบาท หากบริษัทไม่สามารถนำรถออกมาส่งมอบให้กับ ขสมก.ได้ตามสัญญา คือ ภายในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ทั้ง 489 คัน ทาง ขสมก.จะหักเป็นค่าปรับวันละ 4.89 ล้านบาทต่อวัน จนกระทั่งหมดเงินค้ำประกันดังกล่าว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เมื่อหมดเงินค้ำประกันแล้วทาง ขสมก.ก็สามารถยกเลิกสัญญากับทางบริษัทได้ เพราะไม่มีเงินค้ำประกันเหลืออยู่แล้ว ทั้งนี้บริษัทต้องการให้เร่งรัดยุติปัญหาดังกล่าว เพราะประชาชนเองก็ไม่ได้ประโยชน์จากความล่าช้าที่เกิดขึ้นยืนยันว่าที่ผ่านมามิได้ปัญหากับทางกรมศุลกากรมาก่อน
“ทางบริษัทยืนยันว่าเอกสารที่ผู้ส่งออกนำมาให้อย่างไร ทางบริษัทก็ยื่นไปแบบนั้น ซึ่งปัจจุบันรถล็อตที่ 2 จำนวน 145 คัน ได้มาถึงท่าเรือแหลมฉบังแล้วเมื่อคืนนี้ รอตรวจเช็กอยู่ ยังไม่ได้ยื่นเอกสารเพื่อดำเนินการทางศุลกากร ซึ่งก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป”
นายคณิสสร์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาถูกทำให้สังคมเข้าใจผิดเนื่องจาก บริษัทมีหน้าที่ในการนำเอกสารที่ผู้ส่งออกจัดเตรียมมาให้นำส่งให้กับกรมศุลกากรตามระเบียบปฏิบัติ โดยบริษัทไม่ได้เป็นผู้จัดทำเอกสารเอง โดยผู้ที่ออกเอกสารฟอร์ม ดี(Form D) หรือถิ่นกำเนิดสินค้า คือ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศของมาเลเซียโดยบริษัทให้ความสำคัญเพียงว่าสินค้าที่ผลิตตรงตามสเปกที่ ขสมก.กำหนดหรือไม่ และสนใจเพียงว่าเอกสารที่มาเลเซียนำส่งมาจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ จริงหรือไม่อีกทั้งบริษัทเองก็เคยใช้เอกสารแบบเดียวกัน เหมือนกัน นำของออกมาจากกรมศุลกากรก่อนหน้านี้แล้ว จึงมั่นใจในรายละเอียดเอกสาร ทั้งนี้ ยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามข้อกฎหมายทุกอย่าง และพร้อมอำนวยความสะดวก ในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร 3.บริษัทผู้พันธ์สัญญากับโรงผู้ผลิตที่ประเทศมาเลเซีย เราซื้อของของ ทำสัญญา จ่ายเงินให้ทางมาเลเซีย
“ผู้ที่รู้เรื่องนี้จริงๆ คือ หน่วยงานที่ออกฟอร์มดี คือ รัฐบาลมาเลเซีย บริษัทจึงเชื่อมั่นในความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐของมาเลเซีย ตอนนี้ทางบริษัทไม่สามารถดำเนินการอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะทางกรมศุลกากรของไทยได้สอบถามไปยังหน่วยงานภาครัฐของมาเลเซียแล้ว ทางบริษัทจึงรอข้อมูลจากทางมาเลเซียที่ตอบกลับมาเท่านั้นว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้มั่นใจว่าโรงงานประกอบในมาเลเซียมีความโปร่งใสเนื่องจากเป็นผู้รับประกอบรถหลายชนิดทั้งรถบัส รถตู้ รถบรรทุกและรถกระบะซึ่งทำการค้ากว่า 35 ประเทศ อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ทางสำนักมาตรฐานอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรมของไทยก็เคยเดินทางไปตรวจสอบโรงงานดังกล่าวมาแล้ว” นายคณิสสร์กล่าว







