posttoday
Data Center ธุรกิจที่น่าจับตามองสำหรับประเทศไทย

Data Center ธุรกิจที่น่าจับตามองสำหรับประเทศไทย

30 สิงหาคม 2553

 ....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

 ....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ นิยมจัดเก็บข้อมูลส่วนกลางของหน่วยงานลงในเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) หรือเครื่องประมวลผลขนาดใหญ่ (Main Frame) ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยต้องการให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยธรรมชาติ กระแสไฟฟ้าดับ เหตุการณ์จลาจล เหตุการณ์ก่อการร้าย ฯลฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรและทำให้การทำงานต้องหยุดชะงัก

สำหรับเครื่อง Server หรือ Main Frame ข้างต้น ต้องการพื้นที่ที่ได้ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับรองรับเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรียกในชื่อว่า Data Center ซึ่งนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศ

โดยมีตั้งแต่ขนาดเล็กเพียง 1 ห้อง 1 ชั้นของอาคาร หรือเป็น Data Center ทั้งอาคาร มีต้นทุนการก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์สูง ประมาณ 6 หมื่น–1 แสนบาท/ตร.ม. เปรียบค่าก่อสร้างอาคารปกติประมาณ 2–3 หมื่นบาท/ตร.ม. เนื่องจากต้องออกแบบพิเศษ เป็นต้นว่า

ต้องสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการไฟฟ้าของอุปกรณ์ที่จะติดตั้งจำนวนมาก

มีระบบ UPS ขนาดใหญ่เพื่อสามารถใช้งานได้ทันทีกรณีกระแสไฟฟ้าดับหรือขัดข้อง รวมถึงติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองเพื่อรองรับกรณีไฟฟ้าดับเป็นเวลานานจนทำให้พลังงานที่เก็บใน UPS ถูกใช้ไปหมด

ระบบโทรคมนาคมความเร็วสูง พร้อมระบบสำรองกรณีเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งไม่สามารถสื่อสารได้

ระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ความเย็นแก่เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่มีความร้อนสูงมาก มีการควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ เช่น การปรับระดับอุณหภูมิของอากาศให้อยู่ที่ระดับ 21 องศาเซลเซียส และความชื้นระดับ 50% เพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานของอุปกรณ์ มิฉะนั้นจะชำรุดเสียหาย

ปัจจุบันธุรกิจ Data Center สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระจุกตัวอยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย เนื่องจากรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนการให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร อัตราค่าบริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศราคาถูก ฯลฯ ทำให้ภาคเอกชนสนใจลงทุนจัดตั้ง Data Center จำนวนมาก ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ทั้ง 2 ประเทศเป็นศูนย์กลางธุรกิจสำนักงานภูมิภาคและศูนย์กลางธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับกรณีของประเทศไทย จากการศึกษาของ NECTEC ร่วมกับ SIPA พบว่าตลาด Data Center และ Disaster Recovery Services ของไทยในปี 2552 อยู่ที่ระดับ 4,779 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,677 ล้านบาทในปี 2553

เดิมภาคธุรกิจของไทยนิยมก่อสร้าง Data Center ขึ้นเองภายในอาคาร แต่ในระยะหลังเริ่มสนใจไปใช้บริการ Data Center ของภายนอกมากขึ้น เนื่องจากเพื่อลดเงินลงทุนก่อสร้างและดูแลรักษา รวมถึงเป็นการบริการโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้เป็นการเฉพาะ ทำให้คุณภาพบริการสูงขึ้น

แม้ประเทศไทยจะได้เปรียบในแง่ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ ค่าบุคลากรต่ำ และค่าไฟฟ้าอัตราต่ำ น่าจะได้เปรียบสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่ประสบปัญหาที่อัตราค่าบริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศยังมีราคาแพงกว่าในต่างประเทศเป็นเท่าตัว จึงไม่จูงใจให้ต่างชาติมาใช้บริการ Data Center ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองแง่ดีว่าธุรกิจ Data Center ของไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต โดยผู้ประกอบการบางรายสนใจก่อตั้ง Data Center เป็นอาคารขนาดใหญ่ในประเทศไทย แตกต่างจากเดิมที่เป็นเพียงก่อสร้าง Data Center ขนาดเล็กๆ เท่านั้น เนื่องจากเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

ประการแรก ความต้องการใช้บริการ Data Center กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลและสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ ได้เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งจะประมวลผลและเก็บรักษาข้อมูลใน Data Center รวมถึงสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม

ประการที่สอง ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญของไทยกำลังจะหมดไป เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ แม้ปัจจุบันค่าบริการในไทยยังมีราคาแพง แต่ในอนาคตเมื่อเปิดเสรีให้ต่างชาติมาให้บริการอย่างเต็มตัว จะส่งผลทำให้ราคาค่าบริการโทรคมนาคมลดลงมาก และจะทำให้อุปสงค์ต่อ Data Center มากขึ้นตามไปด้วย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ