
อาเซียนขยายตัว4.3%ปี'60
เอชเอสบีซีคาดเศรษฐกิจอาเซียนปี 2560 โต 4.3% หวั่นนโยบายทรัมป์กระทบส่งออกอาเซียน-ดึงทุนกลับสหรัฐกระทบไทย-มาเลย์
เอชเอสบีซีคาดเศรษฐกิจอาเซียนปี 2560 โต 4.3% หวั่นนโยบายทรัมป์กระทบส่งออกอาเซียน-ดึงทุนกลับสหรัฐกระทบไทย-มาเลย์
น.ส.นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ (เอชเอสบีซี) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนจะสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีหน้า แต่เป็นการเติบโตในระดับต่ำ โดยในปี 2560 จีดีพีของอาเซียนจะขยายตัวอยู่ที่ 4.3% จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% ในปี 2561 หลังจากการเติบโตเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงปลายปี 2559 ยังคงสภาวะชะลอตัว
ขณะที่เศรษฐกิจสิงคโปร์หดตัวที่ 2% ไทยขยายตัวที่ 3.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนยังคงต่ำกว่าเป้าหมาย เศรษฐกิจมาเลเซียอยู่ที่ 4.3% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนถึงการบริโภคและการลงทุนที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตามฟิลิปปินส์เป็นประเทศเดียวที่เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งขยายตัวอยู่ที่ 7.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเอชเอสบีซีได้ปรับเพิ่มศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จาก 6.5% เป็น 6.8% ในปีนี้ จากการขยายตัวภาคการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน ส่วนอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนามยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่
นอกจากนี้ จากการที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจอาเซียน จากการตัดสิทธิความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งจะกระทบต่อเวียดนามมากที่สุด แม้ว่าจะชดเชยได้ด้วยผลประโยชน์จากข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ซึ่งในอนาคตมีโอกาสเกิดสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ พร้อมมองว่ามีโอกาสสูงที่นายทรัมป์จะดึงการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและการผลิตขั้นสูงกลับเข้าไปในสหรัฐ อาจส่งผลต่อการส่งออกภาคอุตสาหกรรมและอัตราการจ้างงานโดยเฉพาะไทยและมาเลเซีย
ขณะที่หลังการชนะการเลือกตั้งของนายทรัมป์ประกอบกับการไหลออกของกระแสเงินทุนจากอาเซียน ส่งผลให้สกุลเงินประเทศกลุ่มอาเซียนอ่อนค่าลง และในอนาคตสกุลเงินประเทศในอาเซียนจะอ่อนค่าลงอีกเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยในมาเลเซียจะขยับออกไปเป็นไตรมาส 1/2560 คาดอินโดนีเซียจะปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% มาอยู่ที่ 4.5% ภายในเดือน ธ.ค.นี้ จากก่อนหน้าธนาคารกลางฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3% 4.75% และ 3% ตามลำดับ ส่วนไทยยังไม่มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ย







