
เพิ่มเงินออม หรือออมเงินเพิ่ม
เงินออมหรือเงินเก็บ คือ สิ่งที่ทุกคนต้องมี จะมีมากมีน้อยก็อยู่ที่ความต้องการและความสามารถในการเก็บของแต่ละท่าน
โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์
เงินออมหรือเงินเก็บ คือ สิ่งที่ทุกคนต้องมี จะมีมากมีน้อยก็อยู่ที่ความต้องการและความสามารถในการเก็บของแต่ละท่าน เพราะเราไม่ทราบได้เลยว่าจะมีเรื่องฉุกเฉินให้ใช้เงินเมื่อไร จะตกงานไม่มีรายได้เมื่อไร แก่ตัวไปจะมีเงินใช้พอไหม ซึ่งก็จะมีคนอยู่ 2 ประเภท คือ คนที่ไม่สามารถออมเงินได้เลย เพราะขนาดรายได้ยังไม่พอค่าใช้จ่ายเลย กับคนที่มีเงินออมอยู่บ้าง ก็จะนั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้เงินออมมีผลตอบแทนมากขึ้น
คนที่มีเงินออมอยู่ก้อนหนึ่ง ก็จะพยายามมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผลตอบแทนจากเงินต้นของเงินออมนั้น มีดอกผลที่ได้สูงๆ จะได้เป็นการเพิ่มเงินออมของตัวเอง สรรหาหนังสือวิธีการลงทุนต่างๆ มานั่งอ่าน แต่ละปีที่ผ่านไปก็พยายามดูว่าเงินออมนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากไหม จนอาจจะลืมนึกไปว่า ทำไมไม่เพิ่มเงินต้นของเงินออมเข้าไปเลย โดยลดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลง ลดค่าใช้จ่ายในแต่ละปีลง โดยไม่ต้องไปจดจ่อกับผลตอบแทนของเงินต้นก้อนนั้น อีกอย่างที่เขาบอกว่าการลงทุนมีความเสี่ยง แปลเป็นไทย คือ เงินต้นอาจจะหายหรือลดลงได้นะครับ
ในทางกลับกัน แทนที่เราจะไปจดจ่อกับการทำให้ต้นเงินของเงินออมเพิ่มขึ้น (ซึ่งในแต่ละปีก็ไม่ได้มากเท่าไรนัก) เราหันไปออมเงินเพิ่ม คือ เพิ่มเงินต้นของเงินออมเราเข้าไป โดยพยายามลดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลง หรือค่าใช้จ่ายในแต่ละปีลง จะดีกว่าไหม เพราะมนุษย์เงินเดือนโดยส่วนใหญ่รายได้แต่ละปีก็จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว อาจมากบ้างน้อยบ้างก็ขึ้นอยู่แต่ละคน กล่าวคือ ถ้าเราดำรงมาตรฐานการครองชีพของเราให้เหมือนปีก่อนๆ ไม่ต้องถึงกับลดนะครับ ทำตัวหรูหรา ใช้จ่ายให้เหมือนปีก่อนๆ ซึ่งเราก็มีชีวิตรอดผ่านมาได้ แสดงว่าต่อไปนี้รายได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นสามารถเอามาออมเงินเพิ่มได้ทั้งหมด ถูกต้องไหมครับ ส่วนผลตอบแทนที่ได้จากเงินต้นของเงินที่ออมนั้นก็ถือเสียว่าเป็นผลพลอยได้ไป (ถ้าเราลงทุนแบบไม่เสี่ยงนะครับ)
การออมเงินเพิ่ม จริงๆ แล้วไม่มีวิธีการไหนที่ถูกหรือผิดเลย การออมเงินเป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆ แต่ละคนไม่มีวันเหมือนกัน เพราะข้อจำกัดของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน พฤติกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การยับยั้งชั่งใจต่อสิ่งเร้าก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องไปหาซื้อหรือหาอ่านหนังสืออะไรทั้งนั้น ง่ายๆ คือ มีเงินก็แบ่งมาเก็บไว้ แต่มีแค่หลักการหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ต้องแบ่งเงินเก็บออกมาก่อน แล้วเหลือเท่าไรค่อยเอาไปใช้ ไม่ใช่ว่าใช้จ่ายก่อน แล้วเหลือเท่าไรค่อยเก็บ เพราะมันจะไม่เหลือเก็บ
การออมเงินเพิ่ม ก็คือ การกันเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ออกมาเก็บ เพราะจะเป็นการบังคับลดค่าใช้จ่ายไปโดยปริยาย จะกันออกจากเงินเดือน หรือรายได้ประจำเดือน หรือจะกันจากเงินก้อนประจำปี เช่น เงินโบนัส ก็แล้วแต่ โดยวิธีการนั้นของใครของมันเลยครับ รู้อยู่แก่ใจกันอยู่แล้วว่าวิธีการอะไรที่เราจะหักห้ามใจเราได้ เช่น บางคนก็บอกว่าถ้าเจอแบงก์ใหม่จะเก็บ ห้ามใช้ บางคนเก็บแบงก์ห้าสิบ คือ ถ้าวันไหนได้แบงก์ห้าสิบมาก็จะต้องห้ามใช้ ให้เอาไปหยอดกระปุก ผมเคยอ่านเจอพวกสายโหด เก็บแบงก์ห้าร้อย แต่พอเขาแคะกระปุกออกมา เห็นแล้วคุ้มค่าจริงๆ อย่างที่เขาบอกกันว่าลำบากวันนี้ สบายในวันหน้า
บางคนหักเศษเงินเดือน บางคนเก็บเท่าค่ากาแฟ บางคนกำหนดว่าโควตาว่าใช้วันละไม่เกินสองร้อย วันไหนใช้เกินไปเท่าไร ต้องเก็บเงินเท่านั้น ก็มีหลายวิธีมากๆ ซึ่งบางคนรู้จักนิสัยตัวเองดีว่าหักห้ามใจลำบาก ถ้าเงินอยู่ในเอทีเอ็ม หรือในเงินฝากประจำ ก็จะกำหนดจิตใจไม่เคยได้ ก็พยายามไปก่อหนี้ โดยการลงทุนในทรัพย์สินชิ้นใหญ่ๆ ที่ไม่ค่อยเสื่อมค่าเร็ว หรือเผลอๆ อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ เช่น ไปผ่อนคอนโด เป็นต้น ผมว่าก็ไม่ถือว่าผิดนะครับ แม้ว่าหนังสือการออมบางเล่มจะบอกว่า ไม่ถูกต้อง เพราะถือว่าเป็นภาระ ไม่ใช่การออม แต่ผมเห็นต่าง เพราะสำหรับบางคนวิธีนี้ทำให้เขาสามารถออมเงินได้ เพราะถ้าเขาไม่ทำแบบนี้ ในแต่ละเดือนยอดเงินสดที่เท่ากับยอดผ่อนก็ไม่รู้ว่าละลายหายไปกับเรื่องอะไร อย่างน้อยก็เป็นการบังคับออมในทรัพย์สิน ก็ยังดีกว่าไม่ได้เก็บในรูปแบบอะไรเลย
บางคนไปจดจ่อกับการที่หาวิธีที่จะทำให้เงินออมที่มีอยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยการย้ายเงินออมจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ผลตอบแทนไม่ว่าจะรูปแบบไหนผมว่ามันก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก สู้กับการกันเงินจากกระแสเงินสดรับรายเดือนหรือรายปีของเรา ไปเป็นต้นเงินของเงินออมที่มากขึ้นดีกว่า เป็นการบังคับเราลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ ผมว่าได้น้ำได้เนื้อกว่าเยอะ แล้วปล่อยให้ผลตอบแทนจากเงินต้นของเงินออมเหล่านั้นเป็นผลพลอยได้ไปดีกว่า ถ้าใครยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ผมเสนอว่าเรามาใช้จ่ายอย่างพอเพียงสมกับฐานะของเราในปัจจุบันนี้ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นปีหน้าเรามาเริ่มโดยตั้งใจใช้ชีวิตด้วยมาตรฐานการครองชีพเหมือนของปีนี้ ซึ่งเราก็อยู่รอดมาได้ ดังนั้นรายได้ทุกอย่างที่เพิ่มของปีหน้า ทั้งรายเดือนและรายปี เราสามารถเอามาออมเงินเพิ่มได้ใช่ไหมครับ







