
แม่แจ่มโมเดลพลัส (จบ)
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
แม่แจ่มโมเดลพลัส โดย อารยะ ลายประวัติ ผู้นำภาคเอกชนที่นำเอาสมองของคนในเมืองเดินทางเข้ามายังแม่แจ่มไปจับเข่าชาวบ้านมาคุยแล้วสร้างกลุ่มให้ปฏิบัติกันเลย โดยความคิดทั้งหมดต้องมาจากชาวบ้าน ปลดความเป็นตัวตน ลดบทบาทของคนในเมืองที่เอาทุกข์เอาปมไปแปะไว้กับชาวบ้าน แต่กลับต้องเอาสมองและความสามารถดีๆ ของคนในเมืองไปช่วยให้เขาสามารถช่วยตัวเขาเอง ให้ทุกอย่างค่อยๆ เป็นไปในการพลิกฟื้น ระบบการพึ่งพาตนเอง ให้กลับมาใหม่ และต้องรีบทำให้เกิดรายได้ด้วยวิธีการกับกิจกรรมบนไทม์ไลน์ที่ยั่งยืน
ด้วยแนวทางที่ลึกเข้าไปแก้ปัญหาที่สาเหตุ คือ ต้องผลักดันให้เขาช่วยกันแก้ไขปัญหาหนี้สินสะสม หาทางเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดการซื้อและดูแลการเงินส่วนบุคคล การรณรงค์ปลูกป่าโดยชาวบ้าน ระดมเงินให้เกิดรายได้จากผ้าทอเกิดรายได้จากท่องเที่ยวและโฮมสเตย์ การเกษตรก็ขายสดแปรรูปเล็กน้อย เอาวิธีการออมกลับมาใหม่ เพื่อสะสมชำระหนี้ ผลักดันให้เกิดศูนย์เรียนรู้ปลูกป่า ทั้งหมดนี้ต้องใช้หลักความเพียรพยายาม โดยมองที่ชาวบ้านและสังคมส่วนรวมเป็นตัวตั้ง ให้เกิดต่อเนื่อง จนเกิดความคล่องตัว โดยสื่อออกมาจากชาวบ้านเอง เพื่อความยั่งยืนระยะยาวแท้จริงอย่างครบองค์ประกอบ เกิดการสัมภาษณ์และสรุปทุกอย่างออกมาจากชาวบ้านรวมเรียกว่า “แม่แจ่มโมเดลชาวบ้าน”
ทั้งนี้ สอดรับกับโครงการเชียงใหม่แจ่ม ซึ่งเกิดจากนักธุรกิจในเมืองเชียงใหม่ที่เน้นแนวธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprises) ดำเนินการช่วยเหลือสังคมเกี่ยวกับการลดปัญหาหมอกควันอันเนื่องมาจากการเผาพืชเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินทำการเพาะปลูกพืชไร่เลี้ยงสัตว์และคิดทำป่าไม้เชิงธุรกิจเน้นสร้างโครงการปลูกป่าโดยใช้ Applications กับอากาศยานไร้คนขับ ส่องกล้องดูความเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ปลูก ปลุกกระแสความต้องการปลูกป่าทดแทนป่าไม้เดิมในพื้นที่ที่สูญเสียไปอันเนื่องมาจากการตัดไม้ถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หันไปหาพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เพาะปลูกทดแทน
แนวความคิดปลูกป่าแบบ SE ก็คือใช้ Applications บวกกับการตลาดเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจปลูกป่าซื้อกล้าไม้พร้อม Package ดูแลตลอด 5 ปี เพียงต้นละ 229 บาท แล้วใช้ Drone (อากาศยานไร้คนขับ) หาพิกัดพร้อมกับถ่ายรูปต้นไม้ที่เราซื้อปลูกไว้ ให้ผู้คนที่มีจิตใจอยากปลูกป่าได้เห็นการเจริญเติบโตตามต้องการ ทางเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของพื้นที่จะคอยดูแลต้นไม้เหล่านั้นให้ตลอดระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเพียงพอต่อการพลิกฟื้นผืนป่าแม่แจ่มได้ เม็ดเงินต่างๆ จะไหลเวียนเข้าสู่กระเป๋าสตางค์ของเกษตรกรโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารอีกต่อไป ส่วนใน 5 ปี ขณะที่รอกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น แมคคาเดเมีย มะม่วงหิมพานต์ อโวคาโด และกาแฟ ให้ชาวบ้านได้เก็บกินและจำหน่ายเพื่อหารายได้ต่อไป







