
ตรึงเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ
ธปท.หวั่นเศรษฐกิจยังเสี่ยง ให้แบงก์จ่ายอัตรา 0.46% เหมือนเดิม
ธปท.หวั่นเศรษฐกิจยังเสี่ยง ให้แบงก์จ่ายอัตรา 0.46% เหมือนเดิม
เศรษฐกิจยังเสี่ยง แบงก์ชาติคงอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ ปีหน้า 0.46% ประเมิน 15 ปีจ่ายหนี้ได้หมด
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2559 รับทราบการพิจารณาอัตราการเรียกเก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงินมายังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง ธปท.พิจารณาแล้วเห็นว่าในปี 2560 จะยังคงอัตราเงินนำส่งที่ 0.46% ต่อปี
ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่าขณะนี้ยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจการเงินในประเทศรวมทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดเงินโลกที่อาจส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของฐานเงินฝากที่ใช้ในการคำนวณเงินนำส่งจากสถาบันการเงินให้ชะลอตัวลงจนอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าการขยายตัวในอดีต
ประกอบกับยังอาจมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มเติมจากการทยอยกู้ล่วงหน้าเพื่อบริหารจัดการการชำระต้นเงินกู้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้จากการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฯ พ.ศ. 2541 (FIDF1) และ พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฯ ระยะที่ 2 พ.ศ. 2545 (FIDF3) จึงเห็นว่ายังควรคงอัตราเงินนำส่ง โดยอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนอัตราเงินนำส่งใหม่ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับปัจจัยและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนไปต่อไป
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นับแต่มีการออกกฎหมายเพื่อปรับปรุงหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ถึงสิ้นปีงบประมาณ 2559 ได้มีการคืนเงินกู้ของ FIDF1 และ FIDF3 รวมแล้ว 1.87 แสนล้านบาท เหลือยอดหนี้คงค้างอีก 9.49 แสนล้านบาท ซึ่งเงินที่ให้สถาบันเงินนำส่งที่ ธปท. เป็นส่วนหนึ่งของการนำมาชำระต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย และค่าบริหารจัดการหนี้ดังกล่าว โดยตั้งแต่ปี 2555 ถึงสิ้นปีงบประมาณ 2559 สถาบันการเงินมีการนำเงินส่งแล้ว 2 แสนล้านบาท
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ธปท.และกองทุนฟื้นฟูฯ ได้กำหนดแนวทางและประมาณการชำระหนี้เงินกู้ FIDF1 และ FIDF3 จากแหล่งเงินต่างๆ ประกอบด้วย 1.เงินนำส่งจากสถาบันการเงิน เพื่อชำระดอกเบี้ยจ่ายเป็นอันดับแรก หากมีเงินเหลือหลังสำรองดอกเบี้ยจ่าย 6 เดือนล่วงหน้า รวมทั้งดอกเบี้ยที่ต้องบริหารจัดการอื่นแล้วเหลือจึงนำไปชำระต้นเงินกู้ 2.เงินกำไรสุทธิของ ธปท. 3.เงินบัญชีผลประโยชน์ประจำปีของ ธปท. และ 4.ทรัพย์สินของกองทุนฟื้นฟูฯ อย่างไรก็ตาม ธปท.ประเมินว่าเงินจากทั้ง 4 ส่วนจะชำระหนี้ได้หมดภายใน 15 ปี นับแต่ปี 2559 โดยหลักๆ จะได้จากเงินนำส่งจากสถาบันการเงิน แต่ต้องอยู่ภายใต้สมมติฐานว่าฐานเงินฝากที่ใช้คำนวณเงินนำส่งต้องขยายตัว 4% ต่อปี แต่หากการขยายตัวไม่เป็นไปตามคาด การชำระหนี้อาจล่าช้าออกไป
ทั้งนี้ ในเดือน ต.ค.ปีนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ชำระหนี้รวม 2,798 ล้านบาท แบ่งเป็นการชำระเงินต้นในส่วน FIDF3 จำนวน 460 ล้านบาท และชำระดอกเบี้ยอีก 2,338 ล้านบาท ส่งผลให้ตั้งแต่เริ่มรับโอนหนี้เดือน ม.ค. 2555 จนถึงสิ้นเดือน ต.ค. 2559 กองทุนฟื้นฟูฯ สามารถลดหนี้ได้แล้ว 1.9 แสนล้านบาท หรือ 16.66% จาก 1.138 ล้านล้านบาท ลดลงเหลือ 9.5 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี แม้ว่าตั้งแต่เริ่มต้นมาถึงปัจจุบันจะมียอดชำระหนี้สะสมรวมถึง 3.67 แสนล้านบาท แต่สามารถชำระเงินต้นได้เพียง 1.88 แสนล้านบาท ส่วนอีก 1.78 แสนล้านบาท นำไปชำระดอกเบี้ย และเป็นค่าบริหารอีก 11 ล้านบาท







