
จุดเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย?
โดย...วิทัย รัตนากร รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
โดย...วิทัย รัตนากร รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
เริ่มมีคนถามผมว่า เราจะเข้าสู่ยุคที่จะถึงจุดเปลี่ยนที่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นหรือยัง เพราะในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก และผลกระทบนี้จะส่งผลอย่างไรต่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอนาคต ซึ่งผมขอให้ความเห็นดังนี้ครับ
ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2551 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างก็ใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำ (ใกล้ศูนย์หรือต่ำกว่าศูนย์) และอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่ในระยะที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐแสดงถึงการฟื้นตัวอย่างชัดเจน อัตราเงินเฟ้อขยับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% (สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อไทยที่อยู่ต่ำกว่า 1%) และอัตราการว่างงานลดลงจาก 10% ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เหลือต่ำกว่า 5% ในปัจจุบัน ทำให้ตลาดมั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2559 ในกลางเดือน ธ.ค.นี้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังประเมินต่อไปว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกสัก 2 ครั้งในปี 2560 เป็นอย่างน้อยอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งจากนโยบายแบบสุดโต่ง ซึ่งนโยบายหลักที่มุ่งเน้นการผลักดันภาคธุรกิจสหรัฐให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งด้วยคำพูดที่ว่า “Make America Great Again” เช่น การลดภาษี กระตุ้นการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และยกเลิกกฎหมายประกันสุขภาพ นอกจากนี้การที่พรรครีพับลิกันยังได้รับเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทำให้เชื่อว่าจะทำให้การดำเนินมาตรการต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากสภาทั้งสอง ดังนั้น หากนโยบายดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ตามที่หาเสียงไว้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโต เกิดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และจำเป็นต้องใช้งบประมาณขาดดุลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่คาดการณ์ ทั้งหมดนี้ได้ส่งผลกระทบกับตลาดเงินทั่วโลกในทันที ดังจะเห็นได้จากกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ที่ไหลออกจากภูมิภาคเอเชียและกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นของสหรัฐ ซึ่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในประเทศเอเชีย หรือแม้กระทั่งสหรัฐเองก็ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรับปัจจัยดังกล่าว ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรให้กลับเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจนในอนาคต
สำหรับประเทศไทยระยะเวลาเพียงแค่ 2 สัปดาห์หลังผลการเลือกตั้ง เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยแล้วกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยอายุ 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 0.15% และ 0.5% ต่อปีตามลำดับ และเงินบาทอ่อนค่าจาก 34.90 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็น 35.70 บาท/เหรียญสหรัฐ บ่งชี้ให้เห็นถึงความผันผวนในตลาดการเงินของไทยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจะสูงขึ้นมาก และแสดงถึงจุดเปลี่ยนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยจากขาลงเป็นขาขึ้น แต่สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารในประเทศไทย น่าจะยังคงอยู่ในระดับเดิมอีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินไทยยังมีอยู่กว่า 1 ล้านล้านบาท เกิดจากสินเชื่อในระบบธนาคารยังขยายตัวได้ต่ำ จึงยังไม่มีความจำเป็นที่ธนาคารต่างๆ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อระดมเงินในระยะนี้ และไม่ต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไว้ ซึ่งจะต้องรอให้สภาพคล่องที่กล่าวมานั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากความต้องการสินเชื่อที่มีมากขึ้น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มขยับสูงจากปัจจุบันที่ 1.5% จึงจะเริ่มทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่ากลางปีหน้าเป็นต้นไป อย่างไรก็ดี หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐปรับขึ้นในจังหวะที่รวดเร็ว ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐ (Policy Space) แคบลง ประกอบกับเศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อของไทยเข้าสู่ระดับเป้าหมาย ก็มีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต้องขยับเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์เช่นกัน ดังนั้น ในระยะนี้เราจะเห็นบริษัทหลายแห่งจึงเลือกช่องทางระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อกำหนดต้นทุนการเงินที่แน่นอน และปิดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในทิศทางขาขึ้น ดังจะเห็นได้จากเดือนต.ค.ที่ผ่านมา มีการขึ้นทะเบียนหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยแล้วกว่า 60,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3.1 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 104%
เช่นเดียวกัน ธนาคารออมสินก็อยู่ระหว่างการนำเสนอขายหุ้นกู้อายุ 5 ปี เพื่อบริหารต้นทุนการเงินให้คงที่และป้องกันความเสี่ยงในอัตราดอกเบี้ยทิศทางขาขึ้น ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ออมเงินที่สนใจการลงทุนความเสี่ยงต่ำและได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น นอกเหนือจากเงินฝากประจำและสลากออมสินพิเศษที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน







