posttoday
เครื่องใช้ไฟฟ้าอาเซียน

เครื่องใช้ไฟฟ้าอาเซียน

02 ธันวาคม 2559

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย

โดย...รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่องที่อยากจะนำมาเสนออนาคตของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ ผมขอแบ่งวิวัฒนาการเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยออกเป็น 3 ช่วง ช่วงกำเนิด “วิทยุธานินทร์” ของผู้ประกอบการคนไทยผลิตและออกจำหน่ายเมื่อปี 2499 (60 ปีที่แล้ว) และเป็น “เมดอินไทยแลนด์อันดับแรกของไทย”

ต่อมา ในปี 2523 รัฐบาลไทยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เป็นการร่วมลงทุนไทย 51% และญี่ปุ่น 49% ได้แก่ พานาโซนิค ซึ่งเป็นญี่ปุ่นเจ้าแรกที่มีการขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศก่อนอุตสาหกรรมอื่นๆ ของญี่ปุ่น โดยเข้ามาเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกได้ 100% ต่อมาเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อเนชั่นแนล ฮิตาชิ มิตซูบิชิ ซันโย และโซนี่ ก็เข้ามาลงทุนและได้นำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและรูปลักษณ์ที่มีความทันสมัย

ช่วงที่สอง เป็น “ไทยลดภาษีชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและการเปิดเสรีค้าปลีกสมัยใหม่” หลังจากที่เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อธานินทร์ลดขนาดกิจการลงจากที่แข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติไม่ได้ ทำให้เกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ของคนไทยผุดขึ้นอีกมากมาย เพราะตลาดยังมีความต้องการสินค้าราคาถูก ในขณะที่แบรนด์ของญี่ปุ่นยังมีราคาแพงกว่า จึงทำให้ยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลที่สำคัญเพราะในปี 2545 รัฐบาลต้องการให้ไทยเป็นฐานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจึงลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ช่วยให้ยี่ห้อต่างชาติผลิตและส่งออกมากขึ้น ขณะเดียวกันยี่ห้อของคนไทยก็เกิดขึ้นมากมาย โดยยี่ห้อ Imarflex (2539) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยรายต่อมา แบรนด์เหล่านี้ในปัจจุบันยังอยู่ เช่น OTTO (2519) Misushita (2528) MDA, Hatari (2533) Aconatic (2535) ONIDA (2530) Kashiwa, Neo (2532) Finext, Habara Mitsumaru (2547) Hyasong, ZAGIO, CASIKO และ Distar ในขณะที่แบรนด์ต่างชาติที่เข้ามาได้แก่ ยี่ห้อ Polytron ของอินโดนีเซีย ยี่ห้อ IXOR ของเวียดนาม ยี่ห้อ Beko ของตุรกี (ยอดขาดอันดับสองในยุโรป) ยี่ห้อ Midea, Galanz, Skyworth ของประเทศจีน และ Singer ของสหรัฐ

ส่วนผลของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เนื่องจากเมื่อโมเดิร์นเทรดเข้ามาเปิดในไทยทำให้ธุรกิจร้านขายปลีกต่างๆ ที่เคยเป็นหน้าร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกแย่งลูกค้าไป ธุรกิจค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ หายไปมากกว่า 50% ทำให้ร้านโมเดิร์นเทรดเริ่มมีอิทธิพล ส่งผลกระทบต่อบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างมาก เช่น จากเดิมที่ขายผ่านร้านค้าปลีก 100 บาท บริษัทได้เงินจากการขายร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเข้ามาขายผ่านโมเดิร์นเทรด ร้านโมเดิร์นเทรดนำไปขาย 110 บาท แต่มีการหักค่าใช้จ่ายต่างๆ จากบริษัท เช่น ค่าโปรโมชั่น ค่าสโตร์ และค่าอื่นๆ ทำให้บริษัทได้รับเงินจากการขายต่ำกว่าราคาทุน หรือถึงขั้นขาดทุน ปัจจุบันร้านโมเดิร์นเทรดยึดมาร์เก็ตแชร์ไปเกินกว่า 70% ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องออกมาขายเอง โดยขายตามร้านค้าปลีกย่อยๆ ที่ยังเหลืออยู่

ช่วงที่สาม “อาเซียนจีน” ซึ่งเริ่มเมื่อปี 2547 โดยกำหนดให้สินค้าที่มีความอ่อนไหว (เซนซิทีฟ โปรดักต์) ที่มีอัตราภาษีไม่เกิน 20% ต้องลดภาษีเหลือ 0-5% ในปี 2561 หากเป็นตามนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนจะเข้ามาตีตลาดอาเซียน ไทยจะกระทบต่อแรงงานที่อยู่ในบริษัททั้ง 20 บริษัท รวมถึงแรงงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนกว่า 2แสนคน กระทบรายได้ทั้งหมด 5 หมื่นล้านบาท/ปี เพื่อลดแรงกระแทกไทยและอาเซียนต้องกำหนดเงื่อนไขประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะลดภาษีนำเข้า กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับครัวเรือนไม่ควรลดภาษี

แต่ควรลดกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเท่านั้นครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท