posttoday
การลงทุน หลัง ‘ทรัมป์’ เป็นผู้นำสหรัฐ

การลงทุน หลัง ‘ทรัมป์’ เป็นผู้นำสหรัฐ

01 ธันวาคม 2559

โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ

โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกๆ ท่าน ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ แต่ทว่ายังคงเป็นประเด็นสำคัญที่บรรดาเหล่านักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ รวมถึงนักลงทุนต่างให้ความสำคัญและจับตาต่อท่าทีรวมถึงถ้อยแถลงที่จะมีต่อมาว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างไร แต่สิ่งที่แน่ๆ และได้เกิดขึ้นไปแล้วก็คือความผันผวนของทั้งตลาดเงิน ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลอดจนอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนล้วนแล้วแต่มีความผันผวนที่เพิ่มขึ้น

เราลองมาดูตลาดที่ได้รับผลกระทบเชิงบวก ซึ่งได้แก่ ตลาดหุ้นของอเมริกา โดยเฉพาะหุ้นที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายกลับของเงินทุนที่เดิมกระจายไปอยู่ยังทั่วโลก โดยสามารถสังเกตได้จากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่นักลงทุนต่างคาดการณ์ว่านโยบายของทรัมป์น่าจะเอื้อต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยผลตอบแทนของดัชนี S&P500 ในช่วงหลังผลการเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 8-24 พ.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.16 ในขณะที่ดัชนีรัสเซล 2000 ซึ่งเป็นดัชนีของหุ้นที่มีขนาดเล็กกว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 12.3

อีกตลาดหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ก็ คือ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ค่าเงินเยนกลับมาอ่อนค่าลง ซึ่งเอื้อต่อการส่งออกของบรรดาสินค้าของญี่ปุ่น ทำให้ตลาดหุ้นของญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นญี่ปุ่นถูกกดดันมาโดยตลอด โดยดัชนีนิกเกอิปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.77 ในขณะที่ถ้าเรามาดูค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ในช่วงเดียวกันที่อ่อนค่าลงร้อยละ 7.77 (เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่อลงเหมือนกันแต่ลงน้อยกว่าที่ร้อยละ 2.09)

ทีนี้มาดูตลาดที่ได้รับผลกระทบเชิงลบกันบ้าง ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วถือว่าสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจะมีเยอะกว่า ตั้งแต่ตลาดตราสารหนี้ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นตลาดพันธบัตรทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงตราสารหนี้ประเภทไฮยิลด์และกองทุนรีทของแทบทุกประเทศ (ยกเว้นญี่ปุ่น) เนื่องจากความกังวลกับนโยบายของทรัมป์ที่เอื้อต่อการเกิดเงินเฟ้อ แม้กระทั่งทองคำที่ปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 6.68 แม้แต่ในสหรัฐเองสินทรัพย์ประเภท Yield Play หรือพวกที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบเชิงลบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค หรือกองรีท

ตลาดหุ้นที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ ตลาดหุ้นของประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากกระแสเงินลงทุนที่ไหลกลับไปที่สหรัฐ แต่ถ้าเทียบกันแล้วตลาดหุ้นของภูมิภาคละตินอเมริกาจะเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยดัชนี MSCI LATIN ปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 11.43 เมื่อเทียบกันแล้วตลาดหุ้นในกลุ่มบ้านเราจะปรับตัวลดลงน้อยกว่า โดยดัชนี MSCI ASIA ex JAPAN ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.10 (ในขณะที่ดัชนี SET Index บ้านเราในช่วงเดียวกันเคลื่อนไหวลดลงเพียงร้อยละ 1.25)

สำหรับมุมมองต่อทิศทางการลงทุนตลาด ยังคาดว่าเฟด หรือธนาคารกลางสหรัฐ น่าจะทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ผลกระทบต่อการลงทุนในตราสารหนี้ยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงควรลดอายุตราสารที่ลงทุนลงหรือปรับไปหลบภัยอยู่ในกองทุนประเภทตราสารหนี้ระยะสั้นชั่วคราว รอให้ทิศทางหรือข่าวต่างๆ ได้ถูกซึมซับไปก่อน ด้านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรีท ของบ้านเราในช่วงที่ผ่านมาถือว่าแข็งแกร่งพอสมควรอาจเป็นเพราะถือครองโดยนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก หรือไม่ได้มีสัดส่วนที่เป็นหนี้สินในกองทุนไม่เหมือนรีทในต่างประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สินที่สูงกว่า ดังนั้นก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนอยู่ แต่รีทในสิงคโปร์นั้นในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันเชิงลบเช่นกัน โดยปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 4 ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ถ้าเทียบแล้วผลตอบแทนจากเงินปันผลปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 6.26 รวมถึงตลาดหุ้นประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่นกัน ก็ต้องรอดูทีท่ากันต่อไปก่อนตัดสินใจลงทุน

ท้ายสุดนี้ก็ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านโชคดีกับการลงทุนครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท