posttoday
วัดอุณหภูมิการลงทุนร้อนแรง...ทะลุปรอท!?!

วัดอุณหภูมิการลงทุนร้อนแรง...ทะลุปรอท!?!

29 สิงหาคม 2553

น่าอิจฉาคนที่เริ่มต้นชีวิตนักลงทุนในช่วงนี้เสียจริงๆ เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน จะลงทุนอะไร ก็ดูเหมือนจะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจกันทั้งนั้น เพราะอะไรๆ ก็ดูจะ “ร้อนแรง”....

น่าอิจฉาคนที่เริ่มต้นชีวิตนักลงทุนในช่วงนี้เสียจริงๆ เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน จะลงทุนอะไร ก็ดูเหมือนจะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจกันทั้งนั้น เพราะอะไรๆ ก็ดูจะ “ร้อนแรง”....

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

น่าอิจฉาคนที่เริ่มต้นชีวิตนักลงทุนในช่วงนี้เสียจริงๆ เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน จะลงทุนอะไร ก็ดูเหมือนจะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจกันทั้งนั้น เพราะอะไรๆ ก็ดูจะ “ร้อนแรง” แต่บางอย่างก็ร้อนเสียจนน่ากลัว

เลยต้องไปขอให้ “กูรู” ผู้รู้ในแวดวงการลงทุนแปลงร่างเป็น “คุณหมอ” เอาปรอทวัดไข้ไปวัดอุณหภูมิการลงทุนในแต่ละประเภทว่า มีใครออกอาการไข้ขึ้นสูง ไม่ควรเข้าใกล้ เพราะถ้าเกิดสุ่มสี่สุ่มห้าเดินเข้าไปลงทุนตอนปรอทใกล้จะระเบิดคงไม่สวยแน่ๆ

ก่อนอื่นต้องแนะนำตัว “คุณหมอ” ทั้งสามคน (3 หนุ่ม 3 มุม) กันก่อน เพื่อให้คนไข้วางใจว่า นี่คุณหมอมืออาชีพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนอันดับต้นๆ ของวงการกองทุนรวม ที่ไม่ได้ดูแลแค่การลงทุนในประเทศ แต่ยังรวมไปถึงการลงทุนต่างประเทศ ไม่ใช่แค่ดูแลการลงทุนในหุ้น แต่ยังรวมไปถึงสินทรัพย์หลากหลายประเภท

และที่สำคัญดูแลเงินลงทุนของพวกเรานักลงทุนรายกระจุ๋มกระจิ๋มให้งอกเงยแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

คนแรก ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยุธยา

คนที่สอง ธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และจัดการกองทุนต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย

และคนที่สาม วิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส

ขณะที่สินทรัพย์ที่จะเข้าคิวมาให้คุณหมอวัดอุณหภูมิ มี 3 ประเภท คือ หุ้นไทย ทองคำ และ ตลาดหุ้นจีน เพื่อดูว่าแต่ละตลาดมีอุณหภูมิเท่าไรระหว่าง 0 องศา ไปจนถึงจุดเดือด 100 องศา

หุ้นไทย

ไม่ต้องลุ้นอีกแล้วว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะทะลุ 900 จุดกันได้หรือไม่ เพราะทะลุ 900 จุดไปแล้ว แต่ต้องย้อนไปดูความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยกันสักหน่อย เพราะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาต้องบอกว่า หุ้นไทยกระโดดโลดเต้นได้ใจนักลงทุนจริงๆ โดยพุ่งขึ้นมา 26.51% ในระยะเวลา 6 เดือน และ 20.19% ในระยะเวลา 3 เดือน
เพราะฉะนั้น มาฟังเสียงคุณหมอคนแรก “ประภาส” กันก่อนเลยว่า วัดอุณหภูมิหุ้นไทยออกมาได้สักเท่าไร

ประภาส เริ่มต้นการวินิจฉัยด้วยการเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นไทยเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งดัชนีหุ้นไทยก็เคลื่อนไหวป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 900 จุด โดยบอกว่าในตอนนั้นอุณหภูมิคงอยู่แถวๆ 20-40 องศา เพราะในขณะนั้น อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E ratio) ของตลาดหุ้นไทยต่ำกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคมาโดยตลอด

วัดอุณหภูมิการลงทุนร้อนแรง...ทะลุปรอท!?!

แต่ในตอนนี้ พี/อี ของตลาดหุ้นไทยมีอัตราใกล้เคียงกับตลาดอื่นๆ เพราะฉะนั้น ประภาส จึงประเมินว่า อุณหภูมิหุ้นไทยขึ้นมาอยู่แถวๆ 50-60 องศา สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว แต่หากเป็นการลงทุนระยะสั้น อุณหภูมิก็ชักจะเริ่มร้อนใกล้จุดเดือดเข้าไปทุกที เพราะประภาสวัดได้ถึง 80-90 องศา

“อาจจะดูเหมือนหุ้นไทยร้อนแรง แต่มันสะท้อนออกมาจากปัจจัยพื้นฐานของหุ้น เข้ามาเป็นปัจจัยหนุนตลาด ทั้งๆ ที่ภาวะตลาดไม่ได้ดีนัก เพราะหลายบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง มีปันผลพิเศษระหว่างกาล เลยทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจกว่าการฝากเงิน” ประภาส กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประภาส ยอมรับว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมามีการเก็งกำไรค่อนข้างมาก แต่หากมองในระยะยาว 1 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในรอบที่เป็นขาขึ้น เพราะฉะนั้นการเก็งกำไรในตอนนี้จงเป็นการเก็งกำไรที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับที่แข็งแกร่ง

แต่ถ้าไปถามคุณหมอคนที่สอง “ธนวัฒน์” ประเมินอุณหภูมิหุ้นไทยอยู่แถวๆ 70-80 องศา ซึ่งออกจะร้อนขึ้นมาอีกนิด แต่คุณหมอคนนี้บอกว่า “มันอาจจะไปได้ต่อ”

“สิ่งที่ดูดีของบริษัทจดทะเบียนไทยในตอนนี้ คือ ความสามารถในการหมุนสินทรัพย์มาเป็นรายได้ได้เร็วขึ้น และภาระหนี้สินที่ลดลง ซึ่งสิ่งที่ต้องตามมา คือ อัตรากำไรสุทธิ ต้องเติบโตตามมาด้วย แต่ตอนนี้ถ้าไปดูจะเห็นว่า อัตรากำไรสุทธิ ของทั้งตลาดมันดูแย่ลง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปต้องจับตาดูความสามารถในการทำกำไรว่าจะทำได้ดีขนาดไหนและจะยั่งยืนหรือไม่”

เพราะหากกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้โตไปตามความคาดหวังของนักลงทุน “ธนวัฒน์” ประเมินว่า อาจจะเกิดอาการไข้ขึ้นสูงเกิด “ฟองสบู่เล็กๆ” ในตลาดหุ้นไทย “แต่ไม่น่าซีเรียสอะไร”

มาถึงคุณหมอคนที่สาม “วิน” วัดอุณหภูมิแล้วได้ออกมาต่ำที่สุด แค่ 50 องศาเท่านั้น สำหรับการลงทุนระยะกลางและระยะยาว เพราะไม่ได้ถึงกับร้อนแรงทะลุปรอท แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นตลาดที่ราคาถูกอีกแล้ว

“ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายประการ ทั้งด้านโทรคมนาคม และในภาคการผลิต เพราะฉะนั้นหากทั้งเรื่อง 3จี และมาบตาพุด ออกมาชัดเจนกว่านี้ จะทำให้ประเทศไทยน่าสนใจมากกว่านี้” วิน กล่าว

ทองคำ

ต้องเรียกว่า “แรง” ไม่แพ้การลงทุนประเภทอื่นๆ เพราะราคาล่าสุดของทองคำแท่งในประเทศ ขายออกบาทละ 18,350 บาท ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลก ขึ้นไปถึง 1,237 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ จากวิ่งอยู่แถวๆ 850 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อต้นปี 2552 แต่นักวิเคราะห็ยังประเมินกันว่า ราคาทองยังมีโอกาสที่จะขึ้นไปได้ถึง 1,400-1,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในปีหน้า

“ประภาส” ประเมินเป็น 2 ระยะ โดยหากวัดอุณหภูมิในระยะสั้น ก็ต้องบอกว่า ร้อนใกล้จุดเดือดเข้าไปเต็มทีแล้ว เพราะอุณหภูมิอยู่ที่ 80 องศา แต่ถ้ามองเป็นการลงทุนระยะกลางและระยะยาว อุณหภูมิยังแค่พออุ่นๆ อยู่แถวๆ 60-70 องศาเท่านั้น

“เพราะในระยะยาว เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป จะยังมีปัญหาต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ต้องอัดฉีดเงินเข้าในระบบอีก จึงต้องเข้ามาซื้อพันธบัตรระยะยาว เพื่อพยุงไม่ให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และจะส่งผลต่อไปถึงค่าเงิน โดยจะทำให้เงินอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินค่าเงินภูมิภาคเอเชีย”

วัดอุณหภูมิการลงทุนร้อนแรง...ทะลุปรอท!?!

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทองคำเป็นทางเลือกลงทุนเมื่อค่าเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ในขณะเดียวกัน ทองคำก็ถูกจัดให้ขึ้นชั้นเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่นักลงทุนควรมีไว้ในพอร์ตลงทุน
และสำหรับ “ธนวัฒน์” ประเมินว่า ถ้ามองในระยะไม่เกิน 1 ปี นับจากนี้ก็ต้องยอมรับว่า อุณหภูมิของทองคำเข้าใกล้จุดเดือดแล้วเช่นกัน เพราะวิ่งขึ้นไปใกล้ๆ 80 องศาแล้ว

“ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เพราะปัจจัยทุกอย่างเป็นบวกสำหรับทองคำ รวมทั้งความไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะฉะนั้นหากมีข่าวดี (ต่อภาวะเศรษฐกิจโลก) ออกมา ทองคำก็จะถูกขายทำกำไรออกมาทันที แต่ยังมีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำขึ้นไปถึง 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ได้ในปีนี้ เพียงแต่โอกาสที่จะทำกำไรจากทองคำเริ่มมีน้อยลงแล้ว”

นอกจากนี้ ธนวัฒน์ ยังบอกว่า ในอีก 1 ปีข้างหน้านี้ยังไม่เห็นว่า จะมีเงินลงทุนใหม่ๆ ที่เข้ามาผลักดันตลาดได้อย่างชัดเจน ทำให้ราคาทองคำคงจะไม่ได้มีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา

“แต่โอกาสที่จะเห็นราคาทองคำไม่ไปไหนเกิน 1,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ มีเยอะ เพราะฉะนั้นสำหรับทองคำยังไม่ใช่ฟองสบู่ แต่มันจะตื้อๆ เพราะมีโอกาสการลงทุนอื่นที่ดีกว่าทอง” ธนวัฒน์ กล่าว

แต่สำหรับคุณหมอคนที่สาม “วิน” วัดอุณหภูมิออกมาได้แค่ 60-70 องศาเท่านั้น แค่พออุ่นๆ ไม่ถึงกับร้อนระอุ เท่าไรนัก เพราะเป็นการมองในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเชื่อว่า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มที่จะ “ไปต่อได้” จากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ

“ถ้าหากมองมูลค่าที่แท้จริงของทองคำ ซึ่งเป็นราคาที่ปรับด้วยเงินเฟ้อแล้วจะพบว่า ทองคำยังถูกมากๆ เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ นอกจากนี้ ในระยะกลางค่าเงินเหรียญสหรัฐน่าจะอ่อนค่า ซึ่งทองคำซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสกุลเงินก็จะได้ประโยชน์” วิน กล่าว

ตลาดหุ้นจีน

ใครที่เคยโดดเข้าไปลงทุนในประเทศจีน ตั้งแต่เมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว อาจจะยังจุกไม่หาย เพราะหล่นลงมาจากที่สูง (สูงมาก) แถมพอเริ่มจะปีนกลับขึ้นไปอีกรอบเมื่อช่วงต้นปีนี้ก็ดันตกลงมาอีก แม้ว่าคราวนี้ไม่สูงเท่าไร แต่ในตอนนี้เริ่มได้ยินเสียงให้กลับเข้าไปเยือนกำแพงเมืองจีนอีกครั้ง นัยว่า จะยังไม่เข็ด

ก็จะให้เข็ดได้อย่างไร เพราะในเวลานี้ไม่มีประเทศไหนโดดเด่นได้มากกว่าประเทศจีนอีกแล้ว และต้องยอมรับว่า คุณหมอเมืองจีนเขาเก่งจริงๆ เพราะพอเห็นอุณหภูมิปริ่มๆ จะทะลุปรอท ก็รีบจัดยาให้ชุดใหญ่ ทำให้ตอนนี้ต้องเรียกว่า ตลาดหุ้นจีนอยู่ในระหว่างพักฟื้น รอเวลาสร่างไข้ รับรองว่าได้ออกวิ่งกันอีกรอบแน่นอน

“ประภาส” บอกว่า อุณหภูมิตลาดหุ้นจีนตอนนี้ยังอยู่ห่างไกลจากคำว่า “จุดเดือด” เพราะวัดออกมาได้แค่ 40 องศาเท่านั้น เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะกระโดดเข้าไปอีกรอบก็สบายใจได้

“ในอดีตตลาดหุ้นจีนเคยขึ้นไปถึงบ 6,000 จุด ซื้อขายกันอยู่ที่ พี/อี 30 เท่า แต่ตอนนี้ซื้อขายกันอยู่แค่ พี/อี 14 เท่า และดัชนีอยู่ที่ 2,000 จุด ซึ่งประมาณ 40% จากจุดสูงสุดเดิม เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะลงทุนในตลาดหุ้นจีนคงต้องค่อยๆ ขยับเข้าไปได้แล้ว เพราะถ้าถึงเวลาที่ตลาดปรับเพิ่มขึ้น มันจะขึ้นไปเร็วมาก”

นอกจากนี้ ประภาส ยังประเมินอีกว่า “ฟองสบู่ในจีน มันเกิดขึ้นแล้ว ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่ได้แตก เพราะรัฐบาลจีนเป็นคนทุบมันก่อน โดยการออกมาตรฐานที่เข้มงวดออกมาควบคุม แก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเข้มข้น จึงทำให้การเก็งกำไรหยุดไป”

เช่นเดียวกับ “ธนวัฒน์” ที่ประเมินอุณหภูมิหุ้นจีนออกมาได้ 30-40 องศา เพราะตลาดหุ้นจีนได้ผ่านช่วงที่ร้อนแรงไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2552 จนถึงไตรมาสแรกปี 2553

“ฟองสบู่ในจีนเกิดขึ้นมานานแล้ว เริ่มจากภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่พอรัฐบาลเข้มงวด ตลาดหุ้นก็ตอบรับไม่ดี แต่ถ้าเกิดฟองสบู่แล้ว รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย นั่นจะน่าเป็นห่วงมากกว่า”
นอกจากนี้ สำหรับอนาคตของประเทศจีนต้องเรียกว่า|สดใส ซึ่งเป้าหมายต่อไปของประเทศจีน คือ ก้าวขึ้นมาเป็นที่ 1 ของโลก หลังจากก้าวข้ามประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นที่ 2 ของโลกอยู่ในขณะนี้

“สิ่งที่จีนมีเหนือกว่าสหรัฐอเมริกา คือ การกระจายตัวของอายุประชากร ที่มีทั้งวัยทำงาน และวัยเด็ก ทำให้มีโอกาสที่รายได้ต่อหัวจะเพิ่มขึ้นและเพิ่มความสามารถในการจับจ่ายให้มากขึ้น และถ้าจีนปลดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดลง ก็จะทำให้ตลาดหุ้นโตต่อไปได้”

ไม่ต่างจาก “วิน” ที่บอกว่า ถ้าเป็นหุ้นจีน ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชีย อุณหภูมิเบาะๆ เบาๆ อยู่แค่ 50 องศาเท่านั้น เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ดี ราคาหุ้นไม่แพงเกินไป และบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีอัตราการเติบโตได้ถึง 8-10% ต่อปี

หลังจากคุณหมอทั้งสามคนวัดอุณหภูมิการลงทุนออกมาเรียบร้อยแล้ว สรุปได้ว่า แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่ดู “ร้อนแรง” จนน่าตกใจ แต่ก็ยังไม่ร้อนจนทะลุปรอท รุนแรงที่สุด ก็แค่ “ตัวรุมๆ” พักสักนิด เดี๋ยวก็ดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท