
BJC-BIGCเทหมื่นล.
BJC-BIGC ทุ่มหมื่นล้าน ลุยเปิดสาขามินิบิ๊กซี 200 แห่งปีหน้า มองดอกเบี้ยขาขึ้นเดือน ธ.ค.นี้ เร่งแปลงหนี้แบงก์เป็นหุ้นกู้เร็วกว่าแผน
BJC-BIGC ทุ่มหมื่นล้าน ลุยเปิดสาขามินิบิ๊กซี 200 แห่งปีหน้า มองดอกเบี้ยขาขึ้นเดือน ธ.ค.นี้ เร่งแปลงหนี้แบงก์เป็นหุ้นกู้เร็วกว่าแผน
นายรามี ปีไรเนน ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เปิดเผยว่า ภายหลังบริษัทเข้าซื้อกิจการ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) แล้วเสร็จเมื่อเดือน พ.ค. 2559 สัดส่วน 97.94% ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทำแผนธุรกิจของกลุ่มธุรกิจร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะได้ผลสรุปเดือน ธ.ค. 2559
ในปี 2560 กลุ่มได้ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งใช้ 7,000-8,000 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ของบิ๊กซี ประกอบด้วยเปิดสาขามินิบิ๊กซีจำนวนอีก 200 สาขา จากช่วง 9 เดือนแรกที่มีจำนวน 431 สาขา อีกทั้งใช้เปิดสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่อีก 9 สาขา และสาขาบิ๊กซีมาร์เก็ตใหม่อีก 4 สาขา
เป้าหมายรายได้ของ BJC ในปี 2560 หลังจากนำงบการเงินของ BIGC มารวมไว้กับของบริษัทเต็มปีเป็นปีแรก อยู่ระหว่างการจัดทำแผนและเป้าหมายในปีหน้าร่วมกันจะสรุปออกมาในเดือน ธ.ค. 2559 นี้เช่นกัน
“ยอดขายทั้งปี 2559 ในส่วนของ BIGC มีแนวโน้มจะลดลงจากปี 2558 หลัง BJC เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วในช่วงไตรมาส 3/2559 ได้ปรับกลยุทธ์การขายสินค้าของ BIGC ใหม่ โดยยกเลิกการขายกลุ่มสินค้าที่มีราคาต่ำกว่าต้นทุนขายหรือกลุ่มสินค้าไม่ทำกำไรทั้งหมด อาทิ กลุ่มสินค้าสุรา บุหรี่ ซึ่งกลุ่มสินค้าดังกล่าวคิดเป็น 15% ของยอดขาย BIGC ซึ่งผลของการปรับกลยุทธ์การขายสินค้าดังกล่าวจะดำเนินเสร็จจนถึงสิ้นไตรมาส 3/2560 หลังจากนั้นจะกลับมามียอดขายโต”
การปรับกลยุทธ์ยกเลิกการขายสินค้าไม่ทำกำไร ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยของ BIGC ช่วงไตรมาส 3/2559 เพิ่มขึ้นชัดเจนเป็น 17.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 12.9% ขณะที่ 9 เดือนแรกปี 2559 อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยดีขึ้นเป็น 14.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 13.7%
“ไตรมาส 4 ปีนี้ยอดขายของ BIGC ยังคงมีแนวโน้มลดลงจากเหตุการณ์พิเศษที่กระทบยอดขายกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเสื้อผ้าขาวดำที่ผลิตออกมาไม่ทัน ทำให้ไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า” นายรามี กล่าว
ขณะที่ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ BJC ได้รีไฟแนนซ์หนี้เงินกู้ยืมสถาบันการเงินที่ใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการของ BIGC โดยได้เสนอขายเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) จำนวน 2 ครั้งได้เงินทั้งสิ้นรวม 8.36 หมื่นล้านบาท อีกทั้งออกหุ้นชุดแรกวงเงิน 5.4 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.98% ชำระหนี้ ส่งผลให้บริษัทยังเหลือหนี้เงินกู้สถาบันการเงินประมาณ 6.7 หมื่นล้านบาท ที่ใช้เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ซื้อกิจการ BIGC โดยบริษัทมีนโยบายจะแปลงหนี้ดังกล่าวทั้งหมด โดยการออกหุ้นกู้มาทดแทนทั้งจำนวน เพื่อเป็นการล็อกต้นทุนดอกเบี้ยออกมาทดแทนเงินกู้สถาบันการเงินทั้งจำนวนที่มีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบลอยตัวและเปลี่ยนแปลงทุก 6 เดือน
ทั้งนี้ เดือน ธ.ค. 2559 บริษัทจะทยอยออกหุ้นกู้ชุดที่ 2 วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เร็วกว่าแผนเดิมที่จะออกในปี 2560 เพราะประเมินว่าแนวโน้มตลาดดอกเบี้ยในปีหน้าจะเป็นขาขึ้น โดยหลังออกหุ้นกู้ชุดดังกล่าวบริษัทจะเหลือหนี้สถาบันการเงินที่กู้มาซื้อ BIGC อีกราว 4.7 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทจะออกหุ้นกู้ทดแทนได้ครบทั้งจำนวนภายในปี 2560 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยลดลงเหลือ 3% จากปัจจุบันที่ 3-4%
นอกจากนี้ หลังบริษัทนำเงินที่ได้จากการเพิ่มแบบ RO นำไปชำระคืนหนี้ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2559 บริษัทมีหนี้รวมลดลงเหลือ 1.54 แสนล้านบาท จากไตรมาส 2/2559 อยู่ที่ 2.34 แสนล้านบาท มีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ลดลงเหลือ 1.4 เท่า จากไตรมาส 2/2559 อยู่ที่ 2.1 เท่า
นายปฐพงศ์ เอี่ยมสุโร ผู้จัดการใหญ่ กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ BJC กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในปี 2559 ยังมีทิศทางการเติบโตที่ดี ส่งผลให้กำลังการผลิตที่มีในประเทศของบริษัทมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ ทำให้ในปีนี้ต้องมีการนำสินค้าเข้ามาทั้งจากความต้องการใช้ภายในกลุ่มบริษัท ทั้งจากกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ โออิชิ เสริมสุข ลูกค้าภายนอกที่ต้องการเติบโต อาทิ
สปอนเซอร์ กระทิงแดง
สำหรับโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แห่งที่ 4 จะก่อสร้างเสร็จและเริ่มผลิตในไตรมาส 4/2560 ส่งผลให้มีกำลังผลิตเพิ่ม 300 ตัน/วัน หรือเพิ่มขึ้น 10% จากปัจจุบัน 2,735 ตัน/วัน ขณะที่โรงงานบรรจุภัณฑ์ที่มีการร่วมทุนในเวียดนามและมาเลเซียบริษัทมีแผนจะขยายกำลังผลิตเพิ่มด้วย







