
เล็งดึงพีทูพีเข้าเครดิตบูโร
คาดเริ่มได้ภายในกลางปีหน้า พร้อมให้บริการตรวจสอบผ่านมือถือ
คาดเริ่มได้ภายในกลางปีหน้า พร้อมให้บริการตรวจสอบผ่านมือถือ
เครดิตบูโรเตรียมดึงลูกหนี้พีทูพี รวมถึงพิโก นาโนไฟแนนซ์เป็นสมาชิกปีหน้า คาดยอดตรวจเครดิตพุ่งเกิน 60 ล้านครั้ง
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร เปิดเผยแผนดำเนินงานในปี 2560 ว่า เครดิตบูโรเตรียมทำข้อตกลงกับผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค ให้เข้ามาเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้เปิดสนามทดลองที่มีหน่วยงานกำกับคอยดูแลอยู่ หรือ Regulatory Sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการฟินเทคที่เป็น กลุ่มสตาร์ทอัพได้ทดลองใช้จริงแล้ว
ทั้งนี้ เครดิตบูโรจะสามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลเครดิตของผู้ประกอบการได้ในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2560 ซึ่งจะรองรับกลุ่มที่มีการให้กู้ยืมแบบบุคคลต่อบุคคล หรือ Peer to Peer Lending (P2P Lending) ได้ รวมทั้งได้เตรียมศึกษาเรื่องการให้บริการตรวจเครดิตผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะต้องหารูปแบบการยืนยันตัวบุคคลให้ได้ก่อนว่าเป็นผู้ที่ต้องการให้ตรวจเครดิตจริง เพื่อให้ข้อมูลส่งตรงถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ เครดิตบูโรยังเตรียมทำข้อตกลงกับผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อเพื่อประชาชนใช้บริโภคกรณีฉุกเฉิน หรือพิโกไฟแนนซ์ ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากกระทรวงการคลังแล้ว ส่วนผู้ประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ที่ได้เปิดให้บริการไปก่อนหน้านี้ มีผู้ประกอบการสมัครเข้าเป็นสมาชิกกับเครดิตบูโรแล้ว 13-14 ราย
ทั้งนี้ เครดิตบูโรใช้มาตรฐานในการกำกับเดียวกันหมดทั้งนาโนไฟแนนซ์ และพิโกไฟแนนซ์ คือต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท งบการเงินต้องไม่มีปัญหา ผู้บริหารต้องมีมาตรฐานการกำกับดูแลที่ดี
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานปี 2560 คาดว่าการตรวจเครดิตบูโรของสถาบันการเงินสมาชิกเพื่อการวิเคราะห์สินเชื่อ/เพื่อการออกบัตรเครดิต ตลอดจนการใช้ข้อมูลเพื่อการทบทวนสินเชื่อของลูกค้าไม่ต่ำกว่า 60 ล้านครั้ง สูงกว่าปี 2559 ที่คาดว่าน่าจะมีการขอตรวจเครดิตไม่น้อยกว่า 50 ล้านครั้ง
ขณะที่การเข้าตรวจเครดิตตัวเองของประชาชนทั่วไป คาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1 ล้านราย เพิ่มจากปี 2559 ที่มีประชาชนเข้ามาตรวจเครดิตตัวเองกว่า 8 แสนราย
พร้อมกันนี้ เครดิตบูโรยังได้ทำข้อตกลงกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ในการใช้สาขานำร่อง 4 แห่ง ได้แก่ สาขาเชียงใหม่ ขอนแก่น พิษณุโลก และสุราษฎร์ธานี เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป ในต่างจังหวัดให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบประวัติทางการเงินของตนเองก่อนที่จะมาขอสินเชื่อ และในรายที่มีปัญหาสามารถขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ของ ธพว.ได้
นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า สาเหตุการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่วนใหญ่เกิดจากความผันแปรของรายได้ตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งปัจจัยเรื่องฤดูกาล ทำให้รายได้มีความไม่แน่นอน แต่ยืนยันว่าการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังไม่อยู่ในขั้นวิกฤต







