
‘เบนซ์’ ชูไลฟ์สไตล์ขยายฐานลูกค้า
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
แม้ว่าสถานการณ์ของตลาดรถยนต์ในประเทศโดยรวมจะยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่สำหรับตลาดรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียมนั้นถือว่ายังคงอยู่ในระดับที่ดีพอใช้ เนื่องด้วยกำลังซื้อกลุ่มนี้ยังแข็งแกร่ง และอยู่นอกเหนือแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
ขณะที่ผู้ประกอบการเจ้าใหญ่ในตลาดอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายในตลาดรถยนต์พรีเมียมเกินกว่าครึ่งยังเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตัวรถยนต์ในรุ่นใหม่ๆ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 30 รุ่นครอบคลุมในทุกกลุ่ม และที่สำคัญคือ การจัดกิจกรรมการตลาดที่ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ สร้างตัวเลขยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจนใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2559
“ถึงสิ้นเดือน ก.ย. แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมจะติดลบอยู่ประมาณ 5% แต่สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์โตขึ้น 15% ด้วยยอดขายรวม 9,075 คัน ซึ่งเรามั่นใจว่าในปีนี้เบนซ์จะยังคงเป็นเบอร์ 1 ในตลาดรถยนต์นั่งระดับหรู ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่า 50%” ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าว
การเติบโตอย่างต่อเนื่องของเบนซ์ ส่วนหนึ่งมาจากความเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือของผู้บริโภค การมีโปรดักต์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ และการมีดีลเลอร์ที่แข็งแกร่งอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้การขยายฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เมื่อ 2-3 ปีก่อนต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันเริ่มเห็นผลชัดเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มียอดขายที่เพิ่มขึ้นจาก 6,000 คัน เป็น 9,000 คัน และเป็นกว่า 1.2 หมื่นคันในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถในกลุ่มดรีม คาร์ และคอมแพ็ก คาร์ ที่มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นมาก
ล่าสุด เบนซ์ต่อยอดกิจกรรมเพื่อขยายฐานสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยการเปิดตัวเมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX) ซึ่งเป็นสไตลิช ลีฟวิ่ง สเปซ กลางเมืองบนพื้นที่ระหว่างสยามสแควร์และสยามดิสคัฟเวอรี่ โดยจัดให้เป็นร้านอาหารไลฟ์สไตล์ที่เปิดให้บริการกับบุคคลทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ถ่ายทอดความเป็นแบรนด์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
ภายใต้แนวคิด “บี เดอะ เบสท์-be the best” การนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า เช่นเดียวกับแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์
แนวคิดดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมอร์เซเดส มี สโตร์ ที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในเมืองใหญ่ๆ หลายเมือง เช่น มิลาน โตเกียว ฮ่องกง ปูซาน ฮัมบูร์ก และล่าสุดคือที่กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีผ่านเมนูอาหาร ศิลปะ และดนตรี เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งที่เป็นลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และลูกค้าทั่วไป
“เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ ถือเป็นไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ที่ตั้งใจให้กลุ่มลูกค้าได้เข้ามาเรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงไปถึงแบรนด์ของเรา โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนทั่วไปได้รับรู้ประสบการณ์ความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งจะมีการสร้างการรับรู้ไปทีละสเต็ปจนถึงวันที่ 7 ม.ค. 2560 ซึ่งวันสุดท้ายของกิจกรรม เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์” ชไตน์อัคเคอร์ กล่าว
ผลตอบรับที่ได้ หลังเปิดให้บริการในส่วนของช็อกโกแลตบาร์ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับเมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ มีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการและเก็บเป็นฐานข้อมูลของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประมาณ 1,600 รายชื่อ เป็นกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 6 หมื่น-1 แสนบาท ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถนำไปต่อยอดในเชิงการตลาดได้ในอนาคต
แม้บรรยากาศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีแต่ความเศร้าสลดซึ่งส่งผลให้ยอดขายในไตรมาส 4 ชะลอตัวลง แต่ชไตน์อัคเคอร์ยังเชื่อว่ากำลังซื้อในตลาดยังมีอยู่ ซึ่งอาจจะชะลอการตัดสินใจออกไปเป็นไตรมาสแรกของปี 2560 และการผลักดันกิจกรรมการตลาด เพื่อลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่สอดรับกันจะมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน







