
เงินเหรียญสหรัฐยังแข็งแกร่ง
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.50-35.80 ประเด็นสำคัญที่ตลาดจะติดตามสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐ หรือการจ้างงานนอกภาคเกษตร ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้เป็นสำคัญ
ในสัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.50-35.80 ประเด็นสำคัญที่ตลาดจะติดตามสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐ หรือการจ้างงานนอกภาคเกษตร ที่จะประกาศในวันศุกร์นี้เป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้อาจไม่ส่งผลต่อการคาดการณ์เรื่องอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐมากนัก เนื่องจากธนาคารกลางของสหรัฐได้ส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า พร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ในขณะที่ตลาดมองว่าโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.แบบค่อนข้างมั่นใจ ทำให้ประเมินโอกาสเอาไว้สูงที่ 100%
ทั้งนี้ หากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ระดับ 1.8 แสนตำแหน่ง เงินเหรียญสหรัฐน่าจะยังเห็นการปรับขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยมองอัตราเร่งอาจชะลอลงบ้าง หลังจากที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสรุปผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐช่วงต้นเดือน พ.ย.
นอกจากประเด็นจากสหรัฐแล้ว ในตลาดไทย ปัจจัยที่น่าจับตามองมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่จะมีการรายงานในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขส่งออกไทย รายงานรายเดือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ
สำหรับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินเหรียญสหรัฐยังสามารถเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังเป็นปัจจัยเดิม คือ การคาดการณ์เกี่ยวกับผลดีของนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ แนวโน้มเงินเฟ้อที่น่าจะเร่งสูงขึ้น รวมถึงโอกาสของการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด
ในปัจจุบัน ตลาดมีความมั่นใจว่าในการประชุมนโยบายการเงินรอบเดือน ธ.ค. น่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐได้ มุมมองดังกล่าวทำให้นักลงทุนยังคงเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดกล่าวเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า คณะกรรมการหลายท่านเห็นโอกาสของการปรับดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. และยังมีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่งจากสหรัฐ ทั้งยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงการขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
หากมองค่าเงินเหรียญสหรัฐจากดัชนี DXY ซึ่งเป็นดัชนีที่เทียบสกุลเงินเหรียญสหรัฐกับอีก 6 สกุลเงินหลัก จะพบว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐพุ่งขึ้นไปแตะระดับที่แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 14 ปี
สำหรับค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 110.89 และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วประมาณ 1.9% ในสัปดาห์นี้ โดยช่วงปลายสัปดาห์มาปิดตลาดที่ระดับ 113.04
ส่วนค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.0581 และยังอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่า ทั้งนี้ อัตราเร่งของการอ่อนค่าของค่าเงินปรับชะลอลงมากเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้ช่วงปลายสัปดาห์เคลื่อนไหวไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับราคาเปิด เงินยูโรปิดตลาดที่ระดับ 1.0594
สำหรับค่าเงินบาท เปิดตลาดที่ระดับ 35.66 โดยทั้งสัปดาห์เคลื่อนไหวในแนวโน้มที่อ่อนค่ากว่าสัปดาห์ก่อนหน้า แม้ว่าแรงขายสินทรัพย์จากในตลาดไทยจะมีการปรับชะลอลงบ้างแล้ว ค่าเงินบาทไปแตะที่ระดับอ่อนค่าสุดรอบสัปดาห์ที่ 35.74 หลังการเผยแพร่รายงานการประชุมนโยบายการเงินของสหรัฐ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่มีความแข็งแกร่ง
แต่ช่วงปลายสัปดาห์ปรับลดทอนการอ่อนค่าลงบ้าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงปลายสัปดาห์ ตลาดสหรัฐหยุดทำการเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า ทำให้ไม่มีประเด็นใหม่ให้นักลงทุนใช้ประกอบการซื้อขายมากนัก ช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 35.67
ด้านภาวะของตลาดอัตราดอกเบี้ยในตลาดหุ้นกู้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการออกหุ้นกู้ของบริษัทต่างๆ มากมาย อาทิ หุ้นกู้ของบริษัท ไมด้า ลิสซิ่ง ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ BBB- ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5% มูลค่า 700 ล้านบาท
หุ้นกู้ของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ที่ BBB+ ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.35% มูลค่า 3,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง ซึ่งได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ที่ BBB+ ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.83% มูลค่า 500 ล้านบาท







